เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

Marketplace คือ Platform สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้มาพบปะกัน โดยในปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย คือ Lazada และ Shopee เนื่องจากเป็นแพลทฟอร์มที่มีการใช้งานง่าย

ในปัจจุบันมีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับอาชีพ ขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ไวที่สุด แต่ด้วยจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายร้านไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ปัญหายอดขายตกเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีจำนวนผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันมากเกินไป, การตัดราคาแข่งขันทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าวงกว้างและลูกค้ามองไม่เห็นร้านค้า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากร้านค้านั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อถือ ในปัจจุบัน Marketplace ได้อัปเดตให้ร้านค้าสามารถทำ SEO ได้ แต่น้อยคนที่รู้ถึงความลับนี้ โดยวิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้าบน Marketplace สามารถทำได้ดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้า

ตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ Keyword โดยการตั้งชื่อสินค้าที่ดีต้องใช้ Niches keyword (คีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง) ผสมกับ Long tail keyword (คีย์เวิร์ดที่มีคำขยาย) เช่น รองเท้าบาสเกตบอลชาย เป็นต้น โดย Keyword เหล่านี้ต้องเป็นคำที่มีคนค้นหาเยอะแต่การแข่งขันต่ำ โดยสามารถหาได้โดยการใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการมากมายทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็นำมาตั้งชื่อสินค้าและตามด้วยรายละเอียดสินค้า จะทำให้ชื่อสินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

รูปภาพสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดสายตากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การแต่งรูปสินค้นให้มีความน่าสนใจ โดยอาจดูไอเดียการแต่งสินค้าจากสินค้ากลุ่มเดียวกันของร้านอื่น ๆ ที่มีจำนวนผู้ซื้อเยอะจากนั้นตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niches keyword

ทำ VDO รีวิวสินค้าสั้น ๆ จะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้นและยังทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเห็นสินค้าจริง ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครอบคลุม การเขียนรายละเอียดสินค้าให้มีความชัดเจนตั้งแต่แรกจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า โดยการเขียนคำอธิบายควรใช้ Keyword แทรกลงไปด้วยเพื่อให้สินค้าติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดี จะทำให้ร้านค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

แม้ว่าการนำ Keyword มาใช้ในการทำ SEO ให้กับร้านค้าจะเป็นเรื่องดี ช่วยกระตุ้นยอดขายและการเข้าถึงที่มากขึ้น แต่การใช้ Keyword ในคำอธิบายสินค้ามากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นการสแปมคีย์เวิร์ด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเสียความน่าเชื่อถือและถูกลดอันดับในผลการค้นหาได้เช่นกัน

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

Jimbe Allen
15/10/2019
On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ

การซื้อขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายเชื่อมโยงกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความไวสูง แบบ 5G ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการซื้อขาย และทำให้ลดข้อจำกัดในการต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หน้าร้านแบบ Offline อย่างในอดีตอีกด้วย

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาด ที่ไม่ต้องเสียค่าประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทหรือ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ในการที่จะให้เว็บไซต์ถูกปรากฏต่อสายตาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในอันดับต้น ๆ เพียงแค่ทำตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine กำหนด เว็บไซต์ที่เปิดใหม่ก็สามารถติดอันดับต้นในการสืบค้น สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์และทำให้มีลูกค้าประจำได้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ขอเพียงศึกษาการทำ SEO อย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าและบริการ ก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

1. On-Page SEO คือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับความต้องการหรือการใช้งานจริงของกลุ่มผู้บริโภค

ตัวอย่างเช่น ต้องสามารถใช้งานได้ง่ายทั้งในระบบโทรศัพท์มือถือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า Mobile Friendly ทั้งต้องออกแบบให้เว็บไซต์ถูกจดจำได้ง่าย ด้วยตัวรูปแบบตัวอักษรและโลโก้ที่ไม่เหมือนใคร ธีมสีที่ใช้ก็ต้องสบายตาและสื่อถึงแบรนด์สินค้าได้มากที่สุด

นอกจากนี้ คุณภาพของบทความก็สำคัญ ควรใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่า ตรงกับการสืบค้นของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในการผลิตบทความที่ดี โดยใส่รายละเอียดในเนื้อหาที่มีความทันสมัยและไม่ใส่ Keyword ซ้ำมากเกินไป จนทำให้บทความไม่เป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าบทความสแปม (Spam)

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

2. Off-Page SEO หมายถึง การทำลิงก์เชื่อมโยงเว็บไซต์ทำธุรกิจกับเว็บไซต์ภายนอก เป็นเทคนิคในการสร้างความรู้จักคุ้นเคยระหว่างแบรนด์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น เพียงไปให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวงการของสินค้าและบริการที่เว็บไซต์คุณทำอยู่

ตัวอย่างเช่น คุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสุนัข ก็สามารถไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุนัขและการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง คุณก็สามารถให้ URL Address เว็บไซต์ไว้ เพื่อให้กลุ่มคนเป้าหมายคลิกเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่การขายสินค้าในอนาคตได้

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ตั้งแต่เริ่มต้นของการทำธุรกิจ เป็นโอกาสในการทำให้แบรนด์ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว และทำให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Search Engine ดียิ่งขึ้นด้วย ผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ ๆ จึงควรศึกษาการทำ SEO ไปพร้อมกันกับการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประสบความสำเร็จธุรกิจออนไลน์อย่างแน่นอน

SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

Jimbe Allen
04/09/2019
SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผู้สนใจขายสินค้าออนไลน์มือใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความสับสนและเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการทำ SEO และ SEM อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้กังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาจากการทำจากการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในทั้ง 2 รูปแบบด้วย

เราจึงได้รวบรวมความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM มาฝากกัน ดังนี้

1. SEO

คือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ที่เห็นผลเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาว โดยเน้นที่การเพิ่มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine ให้มากที่สุด เพื่อให้ระบบอัลกอริทึม AI ของ Yahoo, Bing และ Google ได้ทำการวิเคราะห์และจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ให้อยู่เป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้นจากลูกค้าเป้าหมายด้วย Keyword ที่ตรงกับธุรกิจคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณขายผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ก็ควรใช้ Keyword SEO ว่า “ผ้าปูที่นอน กำจัดไรฝุ่น สุขภาพ” สำหรับการเขียนบทความออนไลน์ เมื่อมีการสะสมข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ลูกค้าที่กำลังประสบปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ และกำลังมองหาผ้าปูที่นอนกำจัดไรฝุ่น เมื่อมาสืบค้นด้วย Keyword ดังกล่าว จะพบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งจะนำมาสู่การคลิกเข้าเว็บไซต์ สอบถามข้อมูลและปิดการขายได้นั่นเอง

เปอร์เซ็นต์การขายได้จึงมากขึ้น และทำให้แบรนด์คุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมข้อมูลผลิตบทความ และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าไปสักระยะหนึ่ง

2. SEM

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ ที่เน้นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วฉับไว แต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการทำ SEO เนื่องจากจะต้องมีการประมูลพื้นที่ในการโฆษณาแข่งกับบริษัทอื่นที่ต้องการใช้ Keyword เดียวกันในการที่จะปรากฏเป็นอันดับต้น 1-5 ของหน้าจอเว็บไซต์ที่แสดงผลสืบค้น และเมื่อคุณประมูลพื้นที่ได้แล้ว หากมีผู้ที่สนใจเข้ามาในลิงก์โฆษณาคุณก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine ในระบบ PPCหรือ Pay Per Click ที่หมายถึง ต้องจ่ายทุกครั้งที่มีการคลิก โดยคิดเป็นค่าบริการตามสูตร คือ (ค่าโฆษณาต่อ 1 คลิก x จำนวนคลิก) เพื่อจ่ายให้กับ Search Engine ต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าคุณต้องมีเงินทุนสำรองอยู่จำนวนหนึ่งสำหรับการโฆษณาวิธีนี้ แต่ก็มีความคุ้มค่าหากคุณทำ SEM ในช่วงที่ต้องการเร่งขายสินค้า จัดโปรโมชั่น หรือกำลังจัดอีเว้นท์ ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดการขายในช่วงเวลาที่คุณต้องการแข่งกับแบรนด์อื่นอย่างเร่งด่วน เช่น เทศกาลปีใหม่ ช่วงวันหยุดสงกรานต์ หรือวันคริสต์มาส เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมาก

Keyword SEO สำคัญมากแค่ไหนสำหรับการขายออนไลน์

Jimbe Allen
23/08/2019
Keyword SEO สำคัญมากแค่ไหนสำหรับการขายออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหา การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รวมถึงการแนะนำลิงก์เว็บไซต์ผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ เช่น ห้องสนทนาใน Pantip และ Facebook เป็นต้น

การเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมมีอิทธิพลอย่างมากต่อการจัดอันดับ SEO ให้แก่เว็บไซต์ทางธุรกิจ ทำให้การค้นหาใน Bing, Yahoo และ Google มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและมีเปอร์เซ็นต์การขายได้มากขึ้น

โดยควรพิจารณา Keyword SEO จากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

1. ดูสถิติใน Google ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกันกับคุณ ใช้ Keyword อะไรบ้าง เพื่อนำคำเหล่านั้นมาเป็นองค์ประกอบในทุกบทความ

2. ควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นวลียาวแทนคำสั้น ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ทำให้โอกาสในการขายมากขึ้นตามไปด้วย เช่น คุณเปิดร้านขายรองเท้ากีฬา ก็ควรใช้คีย์เวิร์ดยาว ๆ ว่า รองเท้ากีฬา ออนไลน์ ของแท้ ราคาถูก เชียงใหม่ แทนการใช้คำว่า รองเท้ากีฬา เป็นต้น

3. Keyword ในแต่ละบทความ ควรจะมีไม่เกิน 2-3 คำ โดยมีการใช้ซ้ำไม่เกิน 2 หรือ 3 ตำแหน่ง โดยกระจายทั่วไปในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้อรรถรสในการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะหรือสแปม จนทำให้อันดับ SEO ในการสืบค้นตกลงไปด้านล่าง

4. ควรใส่ Keyword SEO ในการตั้งชื่อของรูปภาพและคลิปวีดีโอด้วย รวมถึง หากมีหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ก็ควรใส่ Keyword ลงไปด้วยเช่นกัน จะเป็นผลดีต่ออันดับ SEO ในระยะยาว

5. ควร ใส่ Keyword ในส่วน Meta Description ซึ่งเป็นการสรุปความของเนื้อหาเพจสั้น ๆ ที่จะปรากฏอยู่ในหน้าจอการสืบค้นด้วย เพราะเมื่อผู้อ่านเห็น Keyword อยู่ในส่วน Meta Description จะมั่นใจและช่วยทำให้ทราบได้ว่าหากคลิกเข้ามาในเพจจะได้พบกับเนื้อหาอะไรบ้าง

6. การมี Keyword ที่เหมาะสมในหัวข้อบทความที่ดึงดูดใจ จะเพิ่มค่า CTR หรือ Click Through Rate ได้ ซึ่ง หมายถึงสัดส่วนการคลิกเข้ามาชมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เมื่อเห็นว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจตรงกับสิ่งที่กำลังต้องการทราบ

7. การใช้ Keyword อาจทำเป็นตัวหนาหรือตัวเอียง ทำให้บทความดูมีสีสัน สร้างความน่าอ่านเพิ่มระยะเวลาในการอยู่หน้าจอของกลุ่มเป้าหมายได้ยาวนานขึ้น หรือเพิ่มค่า Time On Site ซึ่งส่งผลดีต่อการจัดอันดับ SEO อีกเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การเลือก Keyword SEO มีบทบาทอย่างมาก ต่อการทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยม หากต้องการให้เว็บไซต์ทางธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายเพิ่มขึ้นและสามารถขยายฐานลูกค้าให้เป็นวงกว้างขึ้นในระยะยาว ต้องใส่ใจการใช้ Keyword SEO ในทุกข้อที่กล่าวมา

ควรพิจารณา Keyword SEO จากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

รอบรู้ เรื่องคีย์เวิร์ดการทำ SEO

Jimbe Allen
09/08/2019

การทำ SEO สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการกำหนดคีย์เวิร์ด (Keyword) ในการเขียนคอนเทนต์ที่จะเป็นตัวกำหนดหัวข้อในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นต้องการสื่อสารกับใคร ต้องการข้อมูลประเภทไหน ขอบเขตคืออะไร จากนั้นกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อเป็นการย้ำเตือนในสิ่งสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารออกไป เพื่อให้เนื้อหาตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือ คำหรือวลีที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google จากการกำหนดคำให้ตรงตามกับความต้องการ และปัญหาของผู้คนอย่างชัดเจนจากการค้นหาผ่าน Search Engine ซึ่งคำหรือวลีนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือ บริการที่เราทำอยู่ สิ่งที่เว็บเพจต้องการคือทำให้เว็บนั้นติด 1 ใน 3 บนหน้าผลการค้นหาของ Google เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการให้มากที่สุด โดยมีสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมดังนี้

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

การที่เราสร้างข้อมูลขึ้นมาก็เพื่อสื่อสารให้กับกลุ่มลุกค้าได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้งาน การกำหนดคีย์เวิร์ดที่ดีจะเป็นการสื่อสารกับลูกค้าที่ต้องการสื่อสารโดยตรง จากนั้นจะมีกลุ่มลุกค้าที่ให้ความสนใจจริงและสนใจที่จะใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเราในที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก

การทำ SEO ก็เพื่อให้ข้อมูลของเว็บไซต์นั้นติดหน้าแรกของ Google จะต้องคำนึงถึงผู้คนที่ต้องการจะสื่อสาร โดยมีหัวเรื่องที่ชัดเจน มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นด้วย จากนั้นจะต้องมีการอธิบายขยายความหัวข้อนั้นให้เพื่อให้ระบบทำดัชนีของกูเกิลรับรู้และทำการเชื่อมโยงในผลการค้นหา

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์

การกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความในคอนเทนต์นั้นให้ชัดเจน ในคีย์เวิร์ดที่กำหนดขึ้นมาว่าสิ่งนั้นสำคัญอย่างไรและต้องการที่จะสื่อสารอะไรออกไปจากคีย์เวิร์ดนั้น เนื่องจากในท้องตลาดมีการทำคอนเทนต์ขึ้นมามากมายจำเป็นที่จะต้องกำหนดคีย์เวิร์ดและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตรงประเด็นควบคู่ไปด้วย

Niche คีย์เวิร์ด

การเขียนคอนเทนต์คำนั้นจะต้องเป็นคำที่มีความหมาย ทำให้มองเห็นภาพรวมของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ โดยการกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความได้หลากหลายคำ โดยแตกออกจากคีย์เวิร์ดหลักเพียงคำเดียว ซึ่งจะต้องคิดและกำหนดให้ดีและให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนสนใจค้นหาจริง ๆ มากที่สุด

คีย์เวิร์ดจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน

คำที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นคีย์เวิร์ดจะต้องมีความหมาย มีนัยยะที่ใช้สื่อสารกับผู้คนให้เข้ามายังเว็บไซต์และใช้บริการจากการกำหนดคำแทนความหมาย ลักษณะ นิสัย ความต้องการ อุปสรรคปัญหาโดยใช้คำที่แทนความหมายได้เป็นอย่างดี หากเป็นสินค้าก็คือ ยี่ห้อ รุ่น ชื่อของสินค้านั้นแทนด้วยคีย์เวิร์ด เช่น ซ่อม โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อ รุ่น ZZZ หรือ เสื้อผ้า มือสอง ต่างประเทศ เป็นต้น

การใช้คีย์เวิร์ดในการทำ SEO จำเป็นอย่างมากในการสื่อสาร ซึ่งจะต้องมีความรอบรู้โดยเฉพาะอุปสรรคปัญหาความต้องการของกลุ่มลูกค้าว่าลูกค้ามักใช้คำว่าอะไรในการค้นหาข้อมูล เพื่อดึงกลุ่มคนให้เข้ามาสู่เว็บไซต์ ด้วยการกำหนดคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจงและให้ครอบคลุมที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

Jimbe Allen
09/07/2019
กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากไม่กล้าแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ด้วยเชื่อว่า Google นิยมจัดอันดับแบรนด์ดังและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำ SEO จึงพากันถอดใจกันไปเสียก่อน ความจริงแล้วการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่แม้งบประมาณเพียงเล็กน้อยก็เป็นไปได้ หากรู้จักการทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้าหรือบริการ ในฐานะธุรกิจขนาดเล็กจะสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจธุรกิจง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่

หากใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบดังกล่าวเพิ่มประสิทธิในการค้นหาเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ส่งผลให้ติดอันดับ SEO ในลำดับต้น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

1.วิจัยคำหลัก

บริษัทขนาดใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดปริมาณมากซึ่งใช้งบประมาณสูง บริษัทขนาดเล็กมีเงินทุนน้อย จำเป็นต้องลงลึกโดยเลือกวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น

-สถานที่น่าเที่ยวที่สุด ช่วงเดือนเมษายน
-กิจกรรม ต้องพาเด็กไปสัมผัสที่พัทยา
-ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ
-โรงแรมหรูสำหรับครอบครัว ในเชียงใหม่

จากตัวอย่างข้างต้น ลูกค้ามีโอกาสค้นเจอวลีเฉพาะเจาะจงว่า “ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ” โดยไม่ต้องแยกจัดอันดับคำหลัก 2 คำ คือ “ร้านอาหารในกรุงเทพฯ” และ “สัตว์เลี้ยงเข้าได้” การทำวิจัยคำหลักที่ดีจะนำทางผู้ชมค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็ว และส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กมีศักยภาพการแข่งขันสูงในคราวเดียวกัน

2. เนื้อหาเฉพาะด้าน

นอกเหนือจากวิจัยคำหลักแล้ว ต้องสร้างเนื้อหาเฉพาะด้าน เขียนข้อมูลเชิงลึกเรียบเรียงโครงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าอ่าน พร้อมทั้งตั้งชื่อบทความน่าสนใจ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา บทความที่ดียังช่วยให้อยู่อันดับที่ดีใน Google ด้วย ผู้เขียนคอนเทนต์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการทำ SEO อย่างแท้จริง

3.การตลาดเชิงสร้างสรรค์

บริษัทขนาดใหญ่มีข้อจำกัดในการทำงาน การจะริเริ่มสิ่งใหม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายแผนก ผู้บริหารไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ดีทุกครั้ง แตกต่างจากธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะไม่สำเร็จ บางครั้งสิ่งที่ทำอาจไม่ได้ผล แต่จะเริ่มลองวิธีถัดไปอย่างรวดเร็วและอิสระ ถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งและสร้างธุรกิจมีชื่อเสียงดึงดูดผู้ชมติดตามจำนวนมาก ส่งผลให้เว็บขึ้นหน้าแรกของ Google ได้เหมือนกัน

4.เติบโตแบบก้าวกระโดด

ธุรกิจขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้า ส่วนธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจง่าย สามารถตอบสนองลูกค้ารวดเร็วโดนใจกลุ่มเป้าหมายในทันที ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มเติบโตรวดเร็วและกำลังก้าวขึ้นไปแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนสูงในการอัดโฆษณาสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภค กิจการขนาดเล็กมีทางเลือกที่ฉลาดด้วยการนำเสนอบทความที่น่าสนใจโพสต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นเทคนิคการทำตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ดึงดูดความสนใจลูกค้าอย่างมาก ขณะเดียวกันควรอาศัยความคล่องตัวให้เป็นข้อได้เปรียบในการทำตลาดดิจิทัลแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ

ผู้ประกอบการ SME สามารถนำเทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็งและแย่งความสนใจจากคู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเกินตัว

การทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจ

SEO สำคัญกับการขายสินค้าออนไลน์อย่างไร

SEO สำคัญกับการขายสินค้าออนไลน์อย่างไร

การทำเว็บไซต์ออนไลน์เป็นช่องทางการค้าขายที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถที่เชื่อมโยงกับลูกค้าได้ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญ คือมีต้นทุนในการทำธุรกิจที่ต่ำเมื่อเทียบกับการต้องเปิดหน้าร้าน โดยทั่วไป

การที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายผ่านการสืบค้นหาด้วย Google ก็คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้มีการจัดอันดับคุณภาพของเว็บไซต์อยู่ในลำดับต้น ๆ ของหน้าจอการสืบค้น การทำ SEO จึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ต้องให้ความสำคัญและศึกษากลยุทธ์การทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ประเภทของ SEO แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่

On Page SEO

หมายถึงการพัฒนา ตัวโครงสร้างให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่พกพามือถือเพื่อสืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวกตลอดวัน นอกจากนี้ ตัวเว็บไซต์ต้องมีความสวยงาม สีสันต้องสบายตา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างจุดเด่นด้วยเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์และใส่ keyword ที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการเลือก Keyword ต้องสัมพันธ์กับการสืบค้นหาข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายด้วย เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายเครื่องแยกกากกาแฟ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือร้านขายกาแฟและผู้ที่ชื่นชอบการชงกาแฟรับประทานเอง ก็ควรสร้างบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประโยชน์ของกาแฟ รวมถึงความสะดวกของการใช้เครื่องแยกกากกาแฟ ทั้งต้องทำคลิปสาธิตการใช้เครื่องแยกกากกาแฟของคุณว่าใช้งานง่ายและมีความแตกต่างจากสินค้ายี่ห้ออื่นอย่างไร

การมีทีมงานผลิตทั้งเนื้อหาและมีสไตล์การถ่ายทำคลิปที่เป็นเอกลักษณ์ จะสร้างความจดจำให้แก่แบรนด์ของคุณได้ประเภทของ SEO แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่

Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงค์จากภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ เช่น การที่คุณไปตอบคำถามที่มีผู้สงสัยเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการดื่มกาแฟ ประโยชน์ของกากกาแฟ หรือแนะนำเครื่องแยกกากกาแฟในห้องแชทออนไลน์หรือกลุ่มในเฟซบุ๊กที่รวมผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟ

การตอบคำถามในสังคมออนไลน์โดยมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ สามารถเชื่อมโยงกับลิ้งค์ต่างประเทศที่เป็นงานวิจัยหรือผลสถิติ ฯลฯ คู่กับการแนบ Link หรือคลิปสาธิตของเว็บไซต์ธุรกิจคุณ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมหรือสอบถามคุณโดยตรงได้ เป็นเทคนิคที่ดีที่ทำให้คุณได้ขยายกลุ่มลูกค้าเป็นฐานกว้างยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาผ่าน Google, Bing หรือ Facebook เลย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีเทคนิคที่หลากหลาย ซึ่งผู้ที่สนใจขายสินค้าออนไลน์ควรต้องทำการศึกษาและนำไปปรับใช้กับการขายสินค้าของตัวเอง จะทำให้มีเปอร์เซ็นต์การประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านชื่อเสียงและมียอดการจำหน่ายสินค้าสม่ำเสมอตลอดปี

การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

Jimbe Allen
03/06/2019
การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO คือการวางกลยุทธ์ตลาดโดยใช้คีย์เวิร์ดหลักและงานเขียนบทความที่เชื่อมโยงเว็บธุรกิจกับเป้าหมายหลักเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าและบริการเป็นอันดับแรกๆ การทำ SEO แบบพื้นฐานสร้างทางลัดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้โลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง การทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเจ้าของธุรกิจไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง การจ้างนักการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จถือการลงทุนที่คุ้มค่า

ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าจะทำอย่างไร เริ่มต้นจากประเมินเว็บไซต์และปัจจัยทั้งหมดที่มีผลต่อการจัดอันดับ รวมถึงตำแหน่งของผลลัพธ์ในปัจจุบัน วิเคราะห์เจาะลึกมองเห็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ การใช้คีย์เวิร์ดไปยังหน้าเว็บ ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีปัญหา สิ่งที่พลาดไม่ได้คือตรวจสอบคู่แข่งทางธุรกิจด้วยว่าใช้คีย์เวิร์ดหลักที่คล้ายกันและมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ดูว่าเว็บนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดลำดับสิ่งสำคัญที่จะปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานพึงพอใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น รวมถึงทำให้ Google จัดลำดับเว็บไซต์ในอยู่ในอันดับต้น ๆ

เนื่องจาก การทำ SEO เป็นกลยุทธ์ระยะยาว กว่าจะเห็นว่ากลยุทธ์ SEO เริ่มแสดงผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือนจึงเห็นว่าผลลัพธ์นั้นเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ดำเนินอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO เข้ามาช่วยปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทำการสร้างลิงก์ใหม่กับเว็บไซต์เป็นประจำ พร้อมกับประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลอย่างไร การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเหลือโดยใช้กลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ของการทำ SEO ให้ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญ SEO จะตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์เป็นประจำเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เว็บไซต์ของลูกค้าจะได้รับประโยชน์และสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ SEO ทางออนไลน์ที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด มืออาชีพจะแนะแนวทางได้ว่ากลยุทธ์ทางการตลาดแบบไหนสำคัญ และสิ่งใดที่ควรระวัง แม้ว่าคำยอดนิยมอาจดึงดูดผู้เข้าชมนับพันทุกเดือน แต่ถ้าไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการซื้อจริงๆ คงไม่เกิดประโยชน์เท่าไร ใช้คำยาวๆ ที่เฉพาะเจาะจงจะเห็นผลลัพธ์เชิงบวก เข้าตาลูกค้าที่เต็มใจซื้อ ทำให้ประหยัดเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO

คนทำธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ค้นหาได้ง่าย การลงทุนจ้างมืออาชีพมาทำ SEO ให้จึงเพิ่มความสะดวกสบาย เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งยังเลื่อนอันดับการค้นหาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ยิ่งเข้าตาลูกค้ามากเท่าไรก็มีโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น ควรค้นหามืออาชีพด้าน SEO ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้าชมเว็บจำนวนมากทุกวัน แต่รู้วิธีทำ SEO ให้ลูกค้าเป้าหมายเข้ามาเยี่ยมชมและตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

Jimbe Allen
13/04/2019
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้ขึ้นสู่อันดับต้นของหน้าต่างการค้นหาของ Search Engine ต่าง ๆ ซึ่งมีสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ที่เราได้รวบรวมมาดังนี้

1. การทำ SEO ไม่มีสูตรที่เป็นหลักเกณฑ์ตายตัว ต้องหมั่นปรับปรุงให้เหมาะกับสินค้าหรือบริการ เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ ควรเน้นที่การให้ความรู้และการบริการที่ประทับใจ ธุรกิจการโรงแรมควรเน้นที่ความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อและส่วนลดหรือโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

2. การทำ SEO ต้องใช้เวลาที่ต่างกันไปตามชนิดของธุรกิจ จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอันดับการสืบค้น หากเป็นสินค้าแนวร้านค้าออนไลน์ทั่วไปใช้เวลา 3 เดือน แต่ธุรกิจโรงแรม ต้องใช้เวลานานเป็น 1 ปี เพราะว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาลของการท่องเที่ยว เป็นต้น

3. ใน Search Engine มีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ AI Algorithm ที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของบทความในเว็บไซต์ หากตรวจเจอว่ามีการคัดลอกเนื้อหามาจากเว็บไซต์อื่น จะทำให้ผลการจัดอันดับตกลง ดังนั้น การทำบทความต่าง ๆ จึงควรเขียนใหม่ โดยใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อลดโอกาสมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน จนทำให้การทำ SEO ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

4. เว็บไซต์ SEO ควรมีการเลือกฟอนต์ตัวอักษร สี และภาพประกอบ ที่เหมาะสม ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงสินค้าและบริการได้ดีขึ้น เช่น สีเขียว ที่มีความหมายถึงความเป็นธรรมชาติเหมาะกับสินค้าพวกวิตามิน อาหารเสริม สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกเป็นทางการเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

5. การทำเว็บไซต์ SEO ที่ให้ผลดีในระยะยาว ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine มีการรวมข้อมูลใน Database เพื่อจัดอันดับ Website ต่าง ๆ ตลอดเวลา การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำนอกจากส่งผลต่ออันดับแล้ว ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจของลูกค้าในการมาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณด้วย

6. ไม่ควรทำการยัดเยียด Keyword ลงไปใน Meta Tag หรือในเนื้อหาเพื่อหวังว่าอันดับ SEO จะดีขึ้น เพราะระบบของ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของเนื้อหาในบทความได้ สิ่งที่ควรทำ คือ การกระจายคีย์เวิร์ดสำคัญ เพียง 1 – 2 คำ ต่อหนึ่งบทความ โดยให้มีความยาว 300 คำ จนถึง 1000 คำ จะทำให้มีอันดับการสืบค้นที่ดีกว่าบทความที่ยาวจากการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ในปี 2019 ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหกข้อ เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจค้าขายออนไลน์ควรรู้ เพื่อให้ตัดสินใจเลือกจ้างทีมงานหรือบริษัททำ SEO อย่างถูกต้อง โดยพิจารณาจากประสบการณ์ ความคุ้มค่าและความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ที่มีคุณภาพในระยะยาวด้วย

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้กับการทำ SEO

เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

Jimbe Allen
12/03/2019
เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

การเขียนบทความที่มีคุณภาพตามแนว SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดี และทำให้มีผู้อ่านถูกใจและแชร์บอกต่อ ทำให้ในระยะยาวสามารถเพิ่มยอดขายของสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วย

ซึ่งเทคนิคการเขียน Content หรือบทความ SEO ที่ดี มีดังนี้

1. keyword ต้องกระจายทั่วไป

ในบทความควรมี keyword อยู่ในส่วนบทนำ ส่วนกลางของเนื้อหาและสรุป อย่างน้อยที่ละ 1 แห่ง โดยเลือกคำที่พิจารณาแล้วว่าผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการกลุ่มเป้าหมาย จะใช้คำเหล่านี้ในการค้นหาใน search engine

นอกจากนี้ ควรมี keyword ในจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความ เช่น ชื่อ title บทความ การตั้งชื่อ URL (URL address) และ Description (เป็นการบรรยายบทความแบบสั้น ๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่าหากคลิกเข้ามาแล้วจะได้อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง)

2. การตั้งชื่อภาพ และภาษาที่ใช้

การตั้งชื่อภาพหรือคลิปสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ควรเช็คให้เรียบร้อยก่อนอัพโหลด ว่ามี keyword ที่เหมาะสม และควรจะใช้ keyword ที่เป็นภาษาอังกฤษเนื่องจากว่าจะทำให้ไม่มีปัญหาการสะกดผิดทั้งวรรณยุกต์ สระ พยัญชนะ ซึ่งจะมีผลเสีย คือ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงรูปภาพหรือเปิดลิ้งค์คลิปต่าง ๆ

นอกจากนี้ อาจใส่รายละเอียด การบรรยายลักษณะภาพลงไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับระบบอัลกอริทึ่มของ search engine ในอนาคตที่จะวิเคราะห์คุณภาพของภาพประกอบบทความด้วย

3. ไม่ยัดเยียดยัด keyword

keyword ต้องมีการกระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดผู้อ่านมากเกินไป เพราะจะทำให้ถูก search engine (Google หรือ Yahoo) วิเคราะห์ว่าเป็นสเป็นสแปมหรือเป็นบทความคุณภาพ ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า keyword density หรือค่าความหนาแน่นของ keyword ในแต่ละบทความ ไม่ควรจะเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ จึงจะเหมาะสมที่สุด

4. ความยาวและคุณภาพที่ดี

การเขียนบทความที่มีคุณภาพนั้น ผู้เขียนควรให้มีความยาวที่เหมาะสม คือ 300-500 คำ เพราะผู้อ่านจะใช้เวลาอ่านไม่มากเกินไป เช่น การเขียนบทความในเฟสบุ้คก็ควรมีเนื้อหาสั้น ๆ กระชับ ได้ใจความ

ทั้งนี้ ในบทความควรมีเนื้อหาความรู้ที่สดใหม่ อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่มีการอัพเดทเสมอ เพื่อทำให้บทความมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ผู้เขียนบทความจึงต้องใส่ใจในคุณภาพและพัฒนาตัวเอง หมั่นศึกษาเพิ่มเติมความรู้และหาภาพหรือสื่อประกอบที่สวยงาม เพื่อให้งานเขียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจด้วยเทคนิคที่กล่าวมาทั้งสี่ข้อ จะช่วยให้เว็บไซต์สามารถถูกจัดอันดับด้วย search engine ไม่ว่าจะเป็น Yahoo หรือ Google ได้อันดับสูง ซึ่งจะทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการขายสินค้าและบริการได้ดีขึ้น ทั้งด้านยอดการขายและจำนวนลูกค้าและผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์