ทำไมจึงควรจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

Jimbe Allen
28/04/2021
ทำไมจึงควรจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

การทำ SEO หรือ search engine optimization ให้กับเว็บไซต์ออนไลน์ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ สังเกตได้จากมีบริษัทด้าน SEO มากมายที่เกิดจากการรวมทีมงานผู้มีประสบการณ์ในการทำการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมให้บริการมากขึ้น เรามาดูกันว่าเหตุใดคุณจึงควรจ้างบริษัทเหล่านี้ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

1.ประหยัดเวลาเรียนรู้
เจ้าของธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ มีความสามารถเฉพาะตัวในการผลิตสินค้าและบริการ หรือมีความสามารถในการบริหารจัดการ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการทำธุรกิจ แต่ไม่ถนัดในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาและทุ่มเทอย่างมาก จึงเป็นไปได้ยากที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์จะจัดสรรเวลาของตัวเองได้อย่างลงตัว การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นทางออกที่ดี

2.SEO ต้องใช้ keyword อย่างมืออาชีพ
คีย์เวิร์ด SEO เป็นหัวใจของการทำเว็บไซต์ การใช้โปรแกรมช่วยหา keyword SEO นั้นมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น คงเป็นเรื่องสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง หากเจ้าของเว็บไซต์จะลงทุนซื้อโปรแกรมหา keyword SEO โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นช่องทางที่ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ และมีผู้เชี่ยวชาญในการหา keyword SEO อยู่แล้ว นับว่าเป็นทางออกที่ดีในการประหยัดค่าใช้จ่าย แถมยังได้ผลลัพธ์ในการทำ SEO ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แน่นอนด้วย

3.ไม่ต้องทำงานหลังบ้านด้านสถิติ
การตรวจสอบคุณภาพของการทำ SEO ดูได้จากค่าสถิติหลังบ้าน เช่น อัตราการคลิกเข้ามาชมหรือ CTR สถิติการคลิกโฆษณาหรือหน้าเพจต่าง ๆ และยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการทำโฆษณาบนระบบ Google Ads ด้วย เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาดต่อเนื่อง หากจ้างบริษัท SEO ทำในส่วนนี้ให้ ก็จะได้รับการดูแลในบริการเหล่านี้ด้วย ทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ผลด้วยตัวเอง สามารถเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำในสิ่งที่ถนัดมากกว่าได้

4.ต้องมีความต่อเนื่อง
งาน SEO เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรักษาอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นบน Google ให้ได้ยาวนานที่สุด อันเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับแบรนด์ธุรกิจรายอื่นได้ การจ้างทำ SEO จึงเป็นเหมือนการสร้างพนักงานประจำคนหนึ่งที่คอยดูแลงานในส่วนนี้ของเว็บไซต์คุณไปตลอด คุ้มกับค่าใช้จ่าย ทำให้เจ้าของเว็บไซต์มีเวลาเหลือไปพัฒนาธุรกิจในส่วนอื่นเพื่อการเติบโตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าได้

การจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่า เพียงเลือกบริษัทที่มีทีมงานทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอาชีพ มีความน่าเชื่อถือสูง มีรีวิวผลการปฏิบัติงานที่น่าประทับใจ คุณก็จะเป็นลูกค้าของบริษัทรับทำ SEO อีกคน ที่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

เคล็ดลับการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้ติดอันดับง่าย ๆ

Jimbe Allen
24/01/2021
เคล็ดลับการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้ติดอันดับง่าย ๆ

หลายคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ย่อมต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับแรก ๆ ในหน้าการค้นหาของ Google อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับบน Google ได้ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

SEO หรือ Search Engine Optimization หมายถึงการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสติดอันดับในหน้าแสดงผลการค้นหาบน Google โดยใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งหากเราสามารถทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพแล้วก็จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับบน Google แบบไม่ต้องเสียเงินค่า Google Ads เลยแม้แต่น้อย สำหรับโครงสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำ SEO ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น ได้แก่

โครงสร้างเว็บไซต์เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งเหยิง: ผู้ใช้งานที่กดเข้าหน้าเว็บไซต์ของเราควรจะสามารถเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ แบ่งหมวดหมู่สินค้าและบริการให้ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าถึงและเลือกดูข้อมูลที่ผู้ใช้งานสนใจได้ไม่ยาก ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความดึงดูดต่อลูกค้าแล้ว ยังช่วยให้ระบบ “อัลกอริทึม” ของ Google สามารถเก็บข้อมูลเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสติดอันดับง่ายขึ้นอีกด้วย

คีย์เวิร์ด ควรอยู่ทุก URL: การตั้งชื่อบทความหรือชื่อหัวข้อต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ จะต้องมี “คีย์เวิร์ด” ที่เราต้องการทำ SEO อยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะการใช้ภาษาสากลอย่าง “ภาษาอังกฤษ” และ “เลขอารบิก” เป็นสำคัญ เพื่อช่วยให้อัลกอริทึมของ Google สามารถเก็บข้อมูลและจัดอันดับเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น

ออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนหน้าจอสมาร์ทโฟน: เป็นสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์หลายคนมักมองข้ามไป ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตและเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ผ่านหน้าจอโทรศัพท์กันแทบทั้งนั้น ดังนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือย่อมจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคมากกว่า แถมยังจะถูก Google จัดอันดับให้ดีขึ้นอีกด้วย

ปรับขนาดเว็บไซต์ให้มีความเหมาะสม: ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบการรอโหลดหน้าเว็บไซต์นาน ๆ ดังนั้น เราจึงควรเลือกใช้ภาพหรือคลิปวีดีโอที่อยู่บนเว็บไซต์ของเราให้เหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไปจนทำให้โหลดช้า เพราะยิ่งเว็บไซต์ของเราทำงานช้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเสียลูกค้ามากเท่านั้น แถม Google ยังไม่ค่อยชอบเว็บไซต์ที่เข้าถึงช้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อการทำ SEO ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกมาก ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนจนช่ำชอง แต่ถึงอย่างนั้น เคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่เหมาะกับการเริ่มต้นทำ SEO ให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมนำไปปรับใช้และฝึกฝนกันให้ชำนาญแล้วค่อยพัฒนาฝีมือต่อไป

ASO ต่างกับ SEO อย่างไร

Jimbe Allen
25/12/2020
ASO ต่างกับ SEO อย่างไร

ในยุคที่การตลาดดิจิทัลกำลังทรงอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจ นักการตลาดดิจิทัล ไม่เพียงมุ่งมั่นในการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้มีผลงานติดอันดับและเพิ่มยอดขายเท่านั้น ปัจจุบันยังต้องศึกษาการทำ ASO (App Store Optimization) ที่มีกระบวนและเทคนิคการทำงานที่ละเอียดซับซ้อนและต้องอาศัยระยะเวลาเช่นเดียวกับการทำ SEO

หลายคนคงกำลังสงสัยว่า ทั้ง ASO และ SEO แตกต่างกันอย่างไร ตามเราไปรู้จักกับศัพท์ดิจิทัล 2 แบบนี้กันดีกว่า

ASO ย่อมาจากคำว่า App Store Optimization เป็นกระบวนการทำงานของระบบเพื่อให้แอปพลิเคชันบนมือถือที่ได้พัฒนาขึ้นนั้น สามารถติดอันดับต้น ๆ ของ App Store อย่าง iTunes ของ Apple และ Play Store ของ Google ด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ดตามที่เราต้องการ เพราะการทำให้แอปพลิเคชันติดอันดับสูง ๆ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดาวน์โหลดไปใช้งานเพิ่มมากด้วย

กระบวนการทำ ASO มีความคล้ายกับการทำ SEO แต่มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่มีความซับซ้อนเหมือน SEO ที่ใช้กระบวนการคิดและกลยุทธ์ต่าง ๆ มาประกอบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

การทำASO หรือ App Store Optimization แบ่งได้ 2 ส่วน ดังนี้

1.การเลือก Keywords หรือ (Keyword Optimization ) เฉพาะคำที่คนนิยมใช้ค้นหาแอปพลิเคชันนั้น ๆ และใส่คีย์เวิร์ดไว้ใน App Title จากนั้นก็ผลักดันให้คีย์เวิร์ดที่เราเลือกไต่ขึ้นไปอยู่อันดับสูง ๆ ของการ Search และอาศัยปัจจัยร่วมจากจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและการรีวิวแอปพลิเคชันในทิศทางบวก ซึ่งทำให้ ASO ต่างจาก SEO ที่ใช้การสร้าง Back Links จากเว็บภายนอก หมายถึง ลิงก์จากเว็บอื่น ๆ ซึ่งชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเรา เพื่อบอกกับ Google ถึงการเป็นที่ยอมรับของเว็บ ผลที่ตามมาคือคะแนนที่พุ่งสูงขึ้นและทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกของการค้นหาใน Google search

2.การใช้ AO (Asset Optimization) คือการปรับหรือออกแบบไอคอนของแอปพลิเคชันให้สวยงามสะดุดตาเป็นที่ดึงดูดให้ผู้ชมหรือลูกค้าตัดสินใจดาวโหลดได้ง่ายขึ้น หากยังไม่พอควรเพิ่ม Preview Screenshot ที่เข้าใจง่ายในรูปแบบของวิดีโอคลิปสั้น ๆ โชว์ศักยภาพและจุดเด่นของแอปพลิเคชัน ตามด้วยเนื้อหาที่อธิบายฟังก์ชันการใช้งานอย่างง่าย และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจดาวน์โหลดมากขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย

ส่วน SEO มีพื้นฐาน 5 ขั้นตอนที่นำไปสู่ความสำเร็จคือ 1.สำรวจว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราค้นหาอะไรบน Google 2. ใส่คีย์เวิร์ดคำค้นหาที่ต้องการที่หน้าเว็บเพจ 3.ตรวจสอบว่า ระบบค้นหา (Google) และคนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย 4.ทำให้เว็บไซต์ง่ายต่อการค้นหาและสามารถเพิ่มลิงก์ที่คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ง่ายโดยการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์อื่น เช่น Youtube และเว็บไซต์อื่น ๆ 5.การประเมินผลการขั้นตอนการทำ SEO ของเว็บไซต์ว่าสำเร็จถึงขั้นตอนไหน เพื่อการติดตามและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจุดต่างอย่างชัดเจนของ ASO และ SEO คือ SEO นั้นใช้เครื่องมือและซอฟท์แวร์มากมายในการพัฒนาระบบและวางกลไกการทำงานให้เกิดการค้นหาที่ง่ายขึ้น ส่วน ASO นั้นต้องอาศัยเวลาและเทคนิคการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง เนื่องจากระบบ ASO ส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการสร้างคีย์เวิร์ดจากลักษณะเด่นเฉพาะของแอปพลิเคชันนั้น ๆ เช่น ฟังก์ชัน การใช้งานของแอปพลิเคชัน คุณสมบัติเด่นของแอปพลิเคชัน เป็นต้น

Trending SEO ระบบการค้นหาที่มากกว่าตัวอักษร

Jimbe Allen
23/10/2020
Trending SEO ระบบการค้นหาที่มากกว่าตัวอักษร

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จย่อมต้องพึ่งพาการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization การจัดการเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาที่มีประสิทธิภาพบนเว็บ Search Engine เช่น Google.com, Yahoo.com, Bing.com, Baidu.com หรือ Ask.com เป็นต้น โดยการทำ SEO บนเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จประกอบไปด้วยการทำ SEO On-page หรือการตั้งค่าหน้าเว็บไซต์ และ SEO Off-Page หรือใช้ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกลับมายังเว็บไซต์ และ Trending SEO หรือเทรนด์การทำ SEO

Trending SEO หรือเทรนด์การทำ SEO ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการเขียนบทความโดยใช้ Keyword หรือคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาบ่อยเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้

  1. การจัดวางองค์ประกอบของบทความ (Content) การเขียนบทความเปรียบเสมือนการเขียนเรียงความที่ช่วยอธิบายข้อมูลให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ต้องมีการจัดวางองค์ประกอบให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งการเขียนบทความออกเป็น 3 ส่วน คือ H1 (ส่วนหัวข้อหรือชื่อเรื่อง), H2 (หัวข้อรองที่มีความสำคัญรองลงมา) และ H3 (หัวข้อย่อยลำดับถัดมา) โดยทั้ง 3 ส่วนควรมี Keyword หรือคำที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยแทรกอยู่เสมอ (ตัวอย่าง Keyword เช่น กระดาษ, ปากกา, รองเท้า หรือ กระเป๋า เป็นต้น) เพื่อให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายใช้ Keyword ดังกล่าวในการค้นหาข้อมูล
  2. Featured Snippets เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้บทความติดอันดับบน Zero Rank บนหน้าแรกของ Search Engine โดยการทำ Featured Snippets ประกอบไปด้วย การตั้งชื่อบทความเป็นคำถามที่กลุ่มเป้าหมายถามบ่อยและตอบคำถามที่กลุ่มเป้าหมายต้องการทราบให้ได้ภายในย่อหน้าแรก, การจัดลำดับการตอบคำถามออกเป็นข้อ ๆ หรือใช้สัญลักษณ์แบ่งเป็นข้อย่อยที่ช่วยให้อ่านได้ง่ายขึ้น และการใช้ภาพ Infographic ที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลทั้งหมดง่ายขึ้น
  3. Voice Search การตั้งหัวข้อบทความหรือชื่อเรื่องโดยใช้ภาษาพูด เพราะในปัจจุบัน Search Engine เริ่มให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการค้นหาด้วยเสียงมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้ ทำให้การใช้ภาษาพูดในบทความจึงช่วยให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น
  4. ให้ความสำคัญกับนามสกุลไฟล์ภาพ ในปัจจุบัน Google พัฒนานามสกุลไฟล์ภาพที่ช่วยให้มีขนาดไฟล์ภาพที่เล็กลงแต่ยังคงคุณภาพของภาพให้มีความคมชัด ซึ่งทำให้การติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ด้วยรูปภาพได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อรูปภาพและการใส่คำอธิบายรูปภาพด้วย Keyword หรือคำค้นหาที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาบ่อย

การหมั่นอัปเดตเทรนด์การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization อยู่เสมอจะทำให้ AI ของ Search Engine เห็นว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้มากที่สุด ซึ่งการอัปเดตเทรนด์ SEO สามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ของแต่ละ Search Engine ได้โดยตรง

4 คำถามคำตอบเกี่ยวกับ SEO ที่คุณควรรู้

Jimbe Allen
01/09/2020
4 คำถามคำตอบเกี่ยวกับ SEO ที่คุณควรรู้

ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดยุคใหม่ กล่าวว่าการทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ยุค 2020 ประสบสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มทั้งกำไรจากการขาย สร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์ กระตุ้นให้มีผู้ติดตามและลูกค้ารายใหม่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวม 4 คำถามคำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SEO มาฝากกัน เพื่อให้ท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์ได้เข้าใจมากขึ้น

  1. การทำ SEO ควรทำเองหรือจ้างทำดีกว่ากัน?

SEO เป็นเทคนิคที่สามารถเรียนรู้จนทำเองได้ เพราะมีสื่อออนไลน์และยูทูปที่ผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO ได้สอนแบบฟรีหลายแห่ง ควบคู่กับการฝึกฝนผ่านประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ หรือจะสมัครเรียนในคอร์สสอน SEO ก็ได้เช่นกัน แต่หากต้องการลดเวลาและไม่อยากพลาดโอกาสในการเพิ่มลูกค้า ควรจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพด้าน SEO ดูแลจัดการให้

  1. การทำ SEO จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ของคุณอยู่ลำดับที่หนึ่งเสมอหรือไม่?

การทำ SEO ไม่สามารถที่จะการันตีอันดับได้ว่าจะอยู่ในอันดับที่หนึ่งตลอดไป เนื่องจากระบบ AI ของ Google จะมีการเก็บข้อมูลเป็นระยะ เพื่อนำไปเทียบคุณภาพกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกัน จึงจำเป็นต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ สำหรับเว็บไซต์ใหม่ ๆ ก็ต้องมีระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลนานเพียงพอจึงจะติดอันดับบน ๆ ได้

  1. การทำ SEO คือ การทำเฉพาะเนื้อหาบทความเท่านั้นใช่หรือไม่?

การทำ SEO ไม่ใช่การทำแค่เนื้อหาในเว็บไซต์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตั้งชื่อหัวเรื่อง ตั้งชื่อเพจ การใส่รายละเอียดของคลิปหรือรูปภาพประกอบ ให้ตรงกับ keyword ที่คนค้นหามากที่สุด นอกจากนี้ การทำลิงก์เชื่อมโยงไปสู่แหล่งข้อมูลภายนอกและระหว่างเพจก็สำคัญต่อการเพิ่มสถิติ traffic อีกทั้งการดูแลโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อความสะดวกต่อผู้ใช้และสวยงาม เป็นที่ประทับใจของลูกค้า ก็ห้ามมองข้ามเช่นกัน

  1. ทำไมต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์?

การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ห้ามทำ ทั้งเนื้อหาบทความภาษาไทยและต่างประเทศ รูปภาพที่นำมาประกอบเนื้อหา หากไม่ได้ทำเอง ก็ต้องเลือกจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตเสมอ การใช้เพลงประกอบในคลิปวีดีโอก็ต้องเลือกจากคลังเพลงที่ปลอดลิขสิทธิ์เช่นกัน ฯลฯ หากมีการใช้ทรัพยากรที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่และถูกรายงาน หรือถูกระบบของ Google ตรวจจับ จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับ SEO ลงไปด้านล่าง ซึ่งส่งผลต่อยอดการขายสินค้าและจำนวนลูกค้าในระยะยาวได้

การทำ SEO นับว่าจำเป็นในทุกประเภทสินค้าและบริการในยุค 2020 ที่ผู้คนนิยมซื้อขายใช้บริการห้างร้าน โรงแรมที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หากทำการตลาดออนไลน์ด้วยระบบ SEO ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน ทำให้คุณได้ส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้น เราหวังว่าทั้ง 4 คำถามคำตอบข้างต้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการเป็นนักธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป

ถ้าไม่ทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO จะเกิดข้อเสียอะไรบ้าง ?

Jimbe Allen
05/07/2020
ธุรกิจอาจถอยหลัง หากไม่ทำ SEO

ผู้ที่ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ส่วนใหญ่ มักจะบอกต่อกันว่า ต้องทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO ด้วย เพื่อให้ขายของได้มาก ซึ่งแม่ค้ามือใหม่หลายคนก็อาจสงสัยว่า ทำไมถึงต้องทำ SEO เพราะต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วย เรารวบรวมข้อเสียหากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO มาฝากกัน เพื่อให้คุณได้พิจารณาดูว่าควรทำเว็บไซต์ตามหลัก SEO หรือไม่….

ทำให้ไม่ได้อันดับบน ๆ ของการสืบค้นใน Google – ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ทุกคนต่างคาดหวังให้ลูกค้าพิมพ์คำสำคัญเกี่ยวกับสินค้าตัวเอง แล้วปรากฏเว็บไซต์คุณอยู่ในอันดับต้น ๆ เพราะนั่นจะหมายถึงโอกาสขายของได้มากขึ้น จากการที่ลูกค้าเชื่อมั่นในเว็บไซต์ของคุณ จึงตัดสินใจคลิกเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมสินค้า ถ้าคุณไม่ทำ SEO นั่นหมายถึง โอกาสที่แบรนด์สินค้าของคุณจะถูกปรากฏในอันดับท็อป 3 ถึงท็อป 10 ของหน้าต่างการสืบค้นทาง Google ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ลูกค้าจึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นเว็บไซต์ของคุณเลย

ทำให้ต้องเสียค่าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น – คุณอาจเคยเห็นป้ายแบนเนอร์โฆษณาหรือคำว่า Ads หรือโฆษณาคู่กับเว็บไซต์แนะนำเมื่อค้นหาทาง Google หรือเข้าชมเว็บไซต์ยอดนิยมต่าง ๆ นั่นเรียกว่าการทำ SEM หรือ search engine marketing เป็นการตลาดแบบเสียเงินให้แก่ Google หรือเจ้าของเว็บไซต์เอกชนเหล่านั้นตามข้อตกลง เช่น ตามจำนวนครั้งของการคลิกเข้าชม จ่ายค่าประมูลพื้นที่โฆษณา และคิดเวลาเป็นรายวัน รายเดือน ฯลฯ อาจต้องจ่ายตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไปต่อเดือนเลยทีเดียว คิดเล่นๆ หากลงโฆษณาคีย์เวิร์ด สโมสรลิเวอร์พูล แล้ววันนึงมีคนคลิกเป็นร้อยถึงหลักพัน หากเสียคลิกละ 10 บาท จะต้องจ่ายค่าโฆษณาสูงถึง หลักพันถึงหมื่นต่อวันทีเดียว

ถ้าคุณไม่อยากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาที่สิ้นเปลืองเกินไป ต้องเรียนรู้การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินประชาสัมพันธ์เลย

ทำให้เสียลูกค้าให้แก่คู่แข่ง – ปัจจุบันใคร ๆ ก็สามารถที่จะผลิตสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น หากคุณทำผลิตภัณฑ์แนวเครื่องสำอาง คุณก็สามารถที่จะจ้างโรงงานทำสินค้าที่เรียกว่า OEM คือ เป็นโรงงานรับจ้างผลิตตามสูตรที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ แต่ถ้าแบรนด์สินค้าของคุณนั้นไม่เป็นที่รู้จัก ก็เท่ากับคุณกำลังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจำนวนนับพันรายที่ผลิตสินค้าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ ทำให้คุณต้องเสียโอกาสในการขาย และเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่บริษัทคู่แข่งที่ทำ SEO ไปโดยปริยาย และโดยปกติแล้วลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อใช้แบรนด์สินค้าใดแล้วพอใจ ก็มักก็ใช้อย่างต่อเนื่อง นั่นเท่ากับว่าคุณต้องสูญเสียผลประโยชน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

คงเห็นแล้วว่า หากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO ให้กับเว็บไซต์ ก็จะเกิดผลเสียมากถึง 3 ประเด็น เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณพิจารณาไตร่ตรองให้ดีว่าควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์หรือไม่ และหากจะทำ ควรจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการทำอย่างดีที่สุด

ทำไมคุณถึงต้องรู้จัก algorithm บน Google สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO

Jimbe Allen
07/06/2020
ทำไมคุณถึงต้องรู้จัก algorithm บน Google สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด ให้แก่เว็บไซต์ออนไลน์ เป็นปัจจัยจำเป็นที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จในยุค 2020 ไม่ว่าจะทำธุรกิจวงการใด อาทิ การโรงแรม ท่องเที่ยว ขายสินค้าแฟชั่น วิตามินอาหารเสริม ฯลฯ ก็กล่าวได้ว่านักธุรกิจยุคใหม่จำนวนไม่น้อย ได้หันมาทำการค้าบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะสามารถลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลาย

แต่หากไม่รู้จัก Google algorithm ของ SEO อย่างถ่องแท้ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ได้ทั้งด้านชื่อเสียงของแบรนด์และยอดจำหน่าย

เรามาดูกันว่า Google algorithm มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ต่อการทำเว็บไซต์ SEO

ส่งผลต่อการจัดอันดับการสืบค้นเว็บไซต์

ระบบของ Google จะใช้การสืบค้นผ่าน keyword ทางช่อง Google search โดยประมวลจากคำที่มีผู้พิมพ์ค้นหาบ่อยที่สุด ไล่อันดับรองลงมา ดังนั้นการเลือก keyword ที่เหมาะสมมาใช้ในการผลิตบทความ การตั้งชื่อรูปภาพหรือการใส่ใน alt text จึงสำคัญ เพื่อให้ระบบ algorithm ตรวจจับเจอข้อมูลจากเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น

ช่วยประหยัดค่าโฆษณา

เมื่อคุณทำระบบ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าการตลาดด้วยการเช่าพื้นที่โฆษณา หรือที่เรียกว่า SEM (Search Engine Marketing) ที่ต้องจ่ายแบบ pay per click (PPC) ที่ต้องจ่ายตามจำนวนครั้งการคลิกของผู้เข้าชมให้แก่ Google ดังนั้นหากทำ SEO ได้ดี อันดับเว็บไซต์ของคุณก็จะดีขึ้นได้แบบฟรี ๆ ด้วย

ทำให้แต่ละเว็บไซต์ที่ต้องการติดอันดับใน Google จะถูกออกแบบในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

การละเมิดกฎใด ๆ ของ Google จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับการมองเห็นได้ ซึ่งระบบ Google algorithm มีอยู่หลายชนิดที่ทำหน้าที่ในการตรวจจับความผิด เช่น การคัดลอกบทความจากแหล่งอื่น การทำ Link ที่ผิดกฎ การใช้รูปภาพที่เจ้าของไม่อนุญาต การทำสแปมคีย์เวิร์ด ฯลฯ ผลคือ คุณจะได้รับโทษจาก Google ตามระดับความร้ายแรง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้คุณนั้นเสียโอกาสในการขายสินค้าและบริการ ทำให้คู่แข่งแซงหน้าคุณไปอีกหลายก้าวเลยทีเดียว ดังนั้นแต่ละเว็บไซต์จึงต้องแข่งขันกันทำให้ถูกต้องและผู้ชมก็จะได้รับประโยชน์

ทำให้ได้เห็นทิศทางในการพัฒนาเว็บไซต์ที่ดี

ถ้าคุณใช้บริการหาข้อมูลด้วย Google เป็นประจำ ลองพิมพ์ด้วย keyword หนึ่ง ๆ คุณจะเห็นได้ว่ามีเว็บไซต์คุณภาพชั้นนำอยู่ 1-3 เว็บไซต์ เป็นเจ้าประจำที่คุณจะพบทุกครั้งเมื่อใช้ keyword ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ หากคุณคลิกเข้าไปดู ก็จะเห็นได้ว่าเขามีแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์อย่างไร จึงปรากฏในอันดับต้นอยู่เสมอ แสดงว่าผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ดังกล่าวเข้าใจระบบ SEO ได้อย่างดี คุณควรจะเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างนั้น เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีทิศทางยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ระบบ algorithmของ Google นั้นมีความสำคัญ และส่งผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจออนไลน์ของคุณอย่างมาก เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO ได้นำไปปรับใช้และพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

Marketplace คือ Platform สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้มาพบปะกัน โดยในปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย คือ Lazada และ Shopee เนื่องจากเป็นแพลทฟอร์มที่มีการใช้งานง่าย

ในปัจจุบันมีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับอาชีพ ขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ไวที่สุด แต่ด้วยจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายร้านไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ปัญหายอดขายตกเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีจำนวนผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันมากเกินไป, การตัดราคาแข่งขันทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าวงกว้างและลูกค้ามองไม่เห็นร้านค้า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากร้านค้านั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อถือ ในปัจจุบัน Marketplace ได้อัปเดตให้ร้านค้าสามารถทำ SEO ได้ แต่น้อยคนที่รู้ถึงความลับนี้ โดยวิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้าบน Marketplace สามารถทำได้ดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้า

ตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ Keyword โดยการตั้งชื่อสินค้าที่ดีต้องใช้ Niches keyword (คีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง) ผสมกับ Long tail keyword (คีย์เวิร์ดที่มีคำขยาย) เช่น รองเท้าบาสเกตบอลชาย เป็นต้น โดย Keyword เหล่านี้ต้องเป็นคำที่มีคนค้นหาเยอะแต่การแข่งขันต่ำ โดยสามารถหาได้โดยการใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการมากมายทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็นำมาตั้งชื่อสินค้าและตามด้วยรายละเอียดสินค้า จะทำให้ชื่อสินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

รูปภาพสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดสายตากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การแต่งรูปสินค้นให้มีความน่าสนใจ โดยอาจดูไอเดียการแต่งสินค้าจากสินค้ากลุ่มเดียวกันของร้านอื่น ๆ ที่มีจำนวนผู้ซื้อเยอะจากนั้นตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niches keyword

ทำ VDO รีวิวสินค้าสั้น ๆ จะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้นและยังทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเห็นสินค้าจริง ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครอบคลุม การเขียนรายละเอียดสินค้าให้มีความชัดเจนตั้งแต่แรกจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า โดยการเขียนคำอธิบายควรใช้ Keyword แทรกลงไปด้วยเพื่อให้สินค้าติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดี จะทำให้ร้านค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

แม้ว่าการนำ Keyword มาใช้ในการทำ SEO ให้กับร้านค้าจะเป็นเรื่องดี ช่วยกระตุ้นยอดขายและการเข้าถึงที่มากขึ้น แต่การใช้ Keyword ในคำอธิบายสินค้ามากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นการสแปมคีย์เวิร์ด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเสียความน่าเชื่อถือและถูกลดอันดับในผลการค้นหาได้เช่นกัน

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

Jimbe Allen
15/10/2019
On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ

การซื้อขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายเชื่อมโยงกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความไวสูง แบบ 5G ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการซื้อขาย และทำให้ลดข้อจำกัดในการต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หน้าร้านแบบ Offline อย่างในอดีตอีกด้วย

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาด ที่ไม่ต้องเสียค่าประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทหรือ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ในการที่จะให้เว็บไซต์ถูกปรากฏต่อสายตาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในอันดับต้น ๆ เพียงแค่ทำตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine กำหนด เว็บไซต์ที่เปิดใหม่ก็สามารถติดอันดับต้นในการสืบค้น สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์และทำให้มีลูกค้าประจำได้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ขอเพียงศึกษาการทำ SEO อย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าและบริการ ก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

1. On-Page SEO คือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับความต้องการหรือการใช้งานจริงของกลุ่มผู้บริโภค

ตัวอย่างเช่น ต้องสามารถใช้งานได้ง่ายทั้งในระบบโทรศัพท์มือถือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า Mobile Friendly ทั้งต้องออกแบบให้เว็บไซต์ถูกจดจำได้ง่าย ด้วยตัวรูปแบบตัวอักษรและโลโก้ที่ไม่เหมือนใคร ธีมสีที่ใช้ก็ต้องสบายตาและสื่อถึงแบรนด์สินค้าได้มากที่สุด

นอกจากนี้ คุณภาพของบทความก็สำคัญ ควรใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่า ตรงกับการสืบค้นของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในการผลิตบทความที่ดี โดยใส่รายละเอียดในเนื้อหาที่มีความทันสมัยและไม่ใส่ Keyword ซ้ำมากเกินไป จนทำให้บทความไม่เป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าบทความสแปม (Spam)

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

2. Off-Page SEO หมายถึง การทำลิงก์เชื่อมโยงเว็บไซต์ทำธุรกิจกับเว็บไซต์ภายนอก เป็นเทคนิคในการสร้างความรู้จักคุ้นเคยระหว่างแบรนด์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น เพียงไปให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวงการของสินค้าและบริการที่เว็บไซต์คุณทำอยู่

ตัวอย่างเช่น คุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสุนัข ก็สามารถไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุนัขและการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง คุณก็สามารถให้ URL Address เว็บไซต์ไว้ เพื่อให้กลุ่มคนเป้าหมายคลิกเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่การขายสินค้าในอนาคตได้

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ตั้งแต่เริ่มต้นของการทำธุรกิจ เป็นโอกาสในการทำให้แบรนด์ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว และทำให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Search Engine ดียิ่งขึ้นด้วย ผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ ๆ จึงควรศึกษาการทำ SEO ไปพร้อมกันกับการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประสบความสำเร็จธุรกิจออนไลน์อย่างแน่นอน

SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

Jimbe Allen
04/09/2019
SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผู้สนใจขายสินค้าออนไลน์มือใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความสับสนและเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการทำ SEO และ SEM อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้กังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาจากการทำจากการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในทั้ง 2 รูปแบบด้วย

เราจึงได้รวบรวมความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM มาฝากกัน ดังนี้

1. SEO

คือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ที่เห็นผลเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาว โดยเน้นที่การเพิ่มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine ให้มากที่สุด เพื่อให้ระบบอัลกอริทึม AI ของ Yahoo, Bing และ Google ได้ทำการวิเคราะห์และจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ให้อยู่เป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้นจากลูกค้าเป้าหมายด้วย Keyword ที่ตรงกับธุรกิจคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณขายผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ก็ควรใช้ Keyword SEO ว่า “ผ้าปูที่นอน กำจัดไรฝุ่น สุขภาพ” สำหรับการเขียนบทความออนไลน์ เมื่อมีการสะสมข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ลูกค้าที่กำลังประสบปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ และกำลังมองหาผ้าปูที่นอนกำจัดไรฝุ่น เมื่อมาสืบค้นด้วย Keyword ดังกล่าว จะพบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งจะนำมาสู่การคลิกเข้าเว็บไซต์ สอบถามข้อมูลและปิดการขายได้นั่นเอง

เปอร์เซ็นต์การขายได้จึงมากขึ้น และทำให้แบรนด์คุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมข้อมูลผลิตบทความ และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าไปสักระยะหนึ่ง

2. SEM

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ ที่เน้นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วฉับไว แต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการทำ SEO เนื่องจากจะต้องมีการประมูลพื้นที่ในการโฆษณาแข่งกับบริษัทอื่นที่ต้องการใช้ Keyword เดียวกันในการที่จะปรากฏเป็นอันดับต้น 1-5 ของหน้าจอเว็บไซต์ที่แสดงผลสืบค้น และเมื่อคุณประมูลพื้นที่ได้แล้ว หากมีผู้ที่สนใจเข้ามาในลิงก์โฆษณาคุณก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine ในระบบ PPCหรือ Pay Per Click ที่หมายถึง ต้องจ่ายทุกครั้งที่มีการคลิก โดยคิดเป็นค่าบริการตามสูตร คือ (ค่าโฆษณาต่อ 1 คลิก x จำนวนคลิก) เพื่อจ่ายให้กับ Search Engine ต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าคุณต้องมีเงินทุนสำรองอยู่จำนวนหนึ่งสำหรับการโฆษณาวิธีนี้ แต่ก็มีความคุ้มค่าหากคุณทำ SEM ในช่วงที่ต้องการเร่งขายสินค้า จัดโปรโมชั่น หรือกำลังจัดอีเว้นท์ ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดการขายในช่วงเวลาที่คุณต้องการแข่งกับแบรนด์อื่นอย่างเร่งด่วน เช่น เทศกาลปีใหม่ ช่วงวันหยุดสงกรานต์ หรือวันคริสต์มาส เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมาก