Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

Jimbe Allen
05/04/2020
Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

หากเราพูดถึง การทำ SEO นั้นสิ่งที่หลายคนจะต้องคำนึงถึงก็คือการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Google ซึ่งการให้คะแนนนี้ไม่ได้มีการให้คะแนนบวกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการหักคะแนนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมาแนะนำให้คุณได้รู้ว่า SEO Low Quality Page นั้นมีลักษณะอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทำเว็บไซต์ออกมาแล้วโดนประเมินคะแนนจาก Google ต่ำ

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในทางลบ ชื่อเสียงในทางลบในที่นี้หมายถึงการที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงานให้เป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการก่อกวนหรือผิดนโยบายของ Google นั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงาน ก็อาจมีสิทธิ์ตกอันดับหรือถูกงดให้ขึ้นไปอยู่บนเพจของ Google ได้เหมือนกัน

เป็นเว็บไซต์ที่ถูกทิ้งให้ไม่มีการอัปเดต หรือเป็นสแปม เราเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นเว็บไซต์ที่ไม่มีการอัปเดตใด ๆ หรือถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ แต่กลับเป็นเว็บไซต์ที่นำไปสร้าง backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนหน้าเพจนั้น ๆ ใช่เลย เว็บไซต์แบบนี้เองที่ถือว่าเป็นสแปม

ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีการ verify มีความเป็นไปได้ที่ Google จะไม่นำเอาเว็บไซต์ของคุณไปขึ้นอยู่บนหน้าแรกของ Google โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรทำการ verify ส่วนต่าง ๆ เช่น SSL ให้เรียบร้อย

ไม่มีข้อมูลเว็บไซต์ เมนูของเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ ข้อมูลการติดต่อ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้ผู้ชมสามารถค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่าย

เนื้อหาในเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ เนื้อหาที่คัดลอกมาหรือผ่านการทำ spinning นั้นถือว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพต่ำที่ Google ไม่ชอบเอามาก ๆ เลยล่ะ เนื่องจากมันดูไม่สร้างสรรค์และไปซ้ำกับเว็บไซต์อื่นด้วย

สร้างเนื้อหามาหลอก bot ของ search engine สมัยนี้ bot ของ search engine อย่าง Google ไม่ได้โง่อีกต่อไปแล้ว แถมยังมีระบบดักจับเว็บไซต์ที่ชอบสร้างเนื้อหาขึ้นมาตบตาอีกด้วย

มีเนื้อหาหรือหน้าของเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย เนื้อหาที่เป็นอันตรายนั้นมักจะประกอบไปด้วยส่วนที่โยงไปหา ไวรัสและมัลแวร์ รวมถึงมีโฆษณาล่อแหลมที่เป็นแหล่งของสปายแวร์ทั้งหลาย หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาแบบนี้อยู่ ก็ยิ่งมีโอกาสตกอันดับมากขึ้น

เราจะเห็นได้ว่า SEO Low Quality Page หรือเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำนั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ โดยไม่ได้เป็นเรื่องของคุณภาพเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างภายในและเว็บไซต์อีกด้วย หากคุณไม่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำแล้วล่ะก็ ห้ามทำตาม list ที่อยู่ด้านบนเด็ดขาด

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

ทำไมต้องจ้างนักเขียนทำบทความ SEO ?

Jimbe Allen
01/04/2020

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการเขียนบทความนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้และ การเขียนบทความ SEO ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเพียงแค่รู้หลักการเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน… เรามาดูกันว่าการจ้างนักเขียนบทความ SEO นั้นช่วยทำให้การทำ SEO ไต่อันดับและช่วยงานคุณได้อย่างไรบ้าง แล้วคุณอาจเปลี่ยนใจอยากจ้างนักเขียนไปตลอดก็ได้นะ

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

การเขียนบทความ SEO ไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความทั่วไป

หากคุณคิดว่าบทความทั่วไปที่ไม่ต้องมีคีย์เวิร์ดนั้นยากอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจได้แบบง่าย ๆ ว่าการเขียนบทความ SEO นั้นมีระดับความยากยิ่งกว่า เพราะบทความ SEO ต้องมีการแทรกคีย์เวิร์ด สอดแทรกเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไป แต่ในทางเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้บทความน่าเบื่อเพื่อให้คนอ่านสามารถอ่านไปได้จนจบอีกด้วยเหมือนกัน

บทความแต่ละบทใช้เวลาในการเขียน

แน่นอนว่าการเขียนบทความทั่วไปนั้นไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะในขั้นตอนของการเขียนไม่ได้มีเพียงแค่การพิมพ์ตัวหนังสือออกมาเท่านั้น แต่ยังมีขั้นตอนของการค้นคว้าและเรียบเรียงตัวหนังสือเพื่อให้ได้บทความที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร พร้อมกับแทรกคีย์เวิร์ดหลายคำเข้าไปอีกด้วย มันน่าจะดีกว่าถ้าคุณจ้างนักเขียนที่มีความเชี่ยวชาญมาจัดการให้

นักเขียนมีความเชี่ยวชาญและทักษะในการเขียนบทความ SEO มากกว่า

อย่างที่เรารู้กันไปแล้วว่าบทความ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความธรรมดาทั่วไป นอกจากจะต้องใช้ทักษะทางด้านการเขียนแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจวิธีการทำ SEO อีกด้วย ลองคิดดูสิว่าการที่คุณต้องเขียนเองนั้น ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกี่เดือนจึงจะเขียนบทความให้มีคุณภาพได้ แต่นักเขียนบทความ SEO จะช่วยตัดปัญหาเรื่องของการที่คุณต้องไปนั่งเรียนเองหรือหาความรู้เอาเองได้เยอะเลยทีเดียวล่ะ

ได้ผลลัพธ์ทันทีด้วยบทความที่มีคุณภาพ

คุณสามารถนำบทความ SEO ที่ได้จากนักเขียนไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งคิดเองว่าจะต้องวางคีย์เวิร์ดไว้ตรงไหนบ้าง แล้วแต่ละบทจะต้องมีกี่คำ เพราะนักเขียนจะเป็นคนจัดการให้คุณทั้งหมดเสร็จสรรพ โดยบทความที่ได้จะเป็นบทความที่มีทั้งคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ มีจำนวนคำที่เหมาะสมต่อการทำ SEO และยังเป็นบทความที่วางตำแหน่งแต่ละพารากราฟได้อย่างลงตัว สามารถนำไปโพสต์ได้เลยทันที

เห็นไหมว่าการจ้างนักเขียนเพื่อทำบทความ SEO นั้นไม่ได้แค่ช่วยให้คุณได้บทความ SEO ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณและช่วยย่นเวลาของคุณเพื่อไปดูแลงานอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียว แล้วคุณล่ะอยากเปลี่ยนจากการเขียนบทความเอง มาเป็นการจ้างนักเขียนแทนหรือไม่

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

SEO กับ SEM ต่างกันที่ตรงไหน อย่างไร?

Jimbe Allen
25/03/2020
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

ความรู้ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดมือเก่ามือใหม่คุ้นเคยกันดี เพราะการทำ SEO เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Search Engine ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้น ความนิยมของ Search Engine แต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป เช่น ในประเทศไทยใช้ Google เป็นหลัก, ประเทศจีนนิยมใช้ Baidu หรือประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้ Yahoo เป็นต้น

วิธีการทำ SEO แบ่งออกเป็นการทำ On-page หรือการนำ Keyword ที่มีการค้นหาเยอะแต่มีอัตราการแข่งขันน้อยมาใช้เขียนบทความต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอัตราการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ของ Search Engine และการทำ Off-page หรือการทำ back link จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ แนะนำมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจจาก Search Engine ที่กำลังทำอยู่

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นพื้นฐานหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เช่นกัน แต่กลับถูกมองข้าม SEM คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine โดยใช้ Keyword ในตลาดที่ต้องการมาแข่งขัน โดยภายในเว็บไซต์ที่ทำ SEM อาจมีหรือไม่มีการทำ SEO ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำ SEM ให้ได้ผลยั่งยืนควรทำ SEM ไปพร้อมกับการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานและ Search Engine

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

– SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM ซึ่งไม่ควรจะแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์ของแต่ละเว็บไซต์มีความแตกต่างกันไป เช่น ความต้องการยอดขาย, ความต้องการสร้างแบรนด์ หรือความต้องการให้คนเข้าเว็บไซต์เยอะ ๆ เพื่อขายพื้นที่โฆษณา เป็นต้น

– SEM เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดออนไลน์ด้วยการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Keyword ที่ต้องการ แต่ SEO เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดด้วยการทำ Content ด้วยการใช้ Keyword

– SEM ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้เร็วกว่า แต่หากไม่ทำพื้นฐานให้ดีหรือเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันสูงเกินไป อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ โดยวิธีการเรียกเก็บค่าบริการจะเป็นแบบ PPC หรือ Pay per click คือ หากไม่มีการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน แตกต่างจาก SEO ที่หากเลือก Keyword ดี มีอัตราการแข่งขันต่ำแต่คนค้นหาเยอะ อัปโหลดบทความหรือ Content ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อคลิกเหมือน SEM นอกจากนี้แม้ว่าการทำ SEM จะสามารถทำให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ได้ตามความต้องการ แต่หากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้ง SEM และ SEO เป็นพื้นฐานการทำเว็บไซต์ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องศึกษาให้ดีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่หากจะให้ดีการทำพื้นฐานเว็บไซต์ดี (SEO) เช่น เว็บโหลดไว, มี content ที่มีประโยชน์, อัปโหลดสม่ำเสมอ และทำ SEM ควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพและสามารถทำตามเป้าหมายของเว็บไซต์ที่ตั้งไว้ให้เป็นจริงได้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

Jimbe Allen
19/02/2020

การทำ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นในการทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมหนึ่งที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำให้คนทำเว็บไซต์ SEO เรียนรู้ คือ Ubersuggest ที่คิดโดย Neil Patel จะช่วยให้ทำ SEO อย่างมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

โปรแกรม Ubersuggest สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี และมีจุดเด่นที่สามารถค้นหา keyword ได้ทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในทุกวงการธุรกิจอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่า คุณจะขายสินค้าจำพวกแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที รถยนต์ ประกันภัย โรงแรมที่พัก รีสอร์ท และอื่น ๆ ก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้

อย่างไรก็ตาม Ubersuggest มีข้อเสีย ที่ไม่สามารถย้อนดูประวัติการหา keyword เก่า ๆ ที่เคยทำเอาไว้ได้ และไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวางแผนงาน SEO อย่างซับซ้อน เพราะเน้นการใช้งานในวงกว้างมากกว่า

ตัวอย่างประโยชน์จากการใช้งาน Ubersuggest ได้แก่

ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสมในการเขียนบทความได้

การหา keyword ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้โอกาสในการถูกสืบค้นมีมากยิ่งขึ้นหลายเท่า ซึ่งผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดโปรแกรมนี้แล้ว ได้เลือกภูมิภาคของลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการให้รู้จักเว็บไซต์ เช่น เลือกประเทศไทย โปรแกรม Ubersuggest ก็จะแสดงค่าสถิติการใช้งาน keyword แต่ละคำในสายธุรกิจของคุณออกมา ซึ่งจะแสดงทั้งส่วนของภาพรวมการค้นหาหรือ search volume ศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคำสำคัญอื่น ๆ หรือ ค่า search difficulty และประสิทธิภาพในการสื่อสารกระตุ้นให้คลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ หากใช้ในการทำโฆษณา ที่เรียกว่า ค่า page difficulty เป็นต้น

การดูสถิติค่า Traffic การเข้าชมของเว็บไซต์

หลังจากทำ SEO จำเป็นที่ต้องรู้ว่ามีประสิทธิภาพคุ้มค่าเพียงใด นั่นคือการดูที่สถิติ traffic ที่ Ubersuggest จะแสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่บ่งบอกให้รู้ว่า domain เว็บไซต์ของคุณสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยโปรแกรมจะจำแนกเป็น organic keyword คือ จำนวน keyword ที่ติดหน้าสืบค้นของ Google อันดับต้น ๆ โดยมาจากการทำ SEO โดยตรง ไม่อาศัยการโฆษณา และยังมีการคำนวณ organic monthly traffic หรือจำนวนคนที่เข้ามาคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ต่อเดือนเป็นแบบภาพรวมด้วย ที่มาจากการเห็นชื่อบทความและบทย่อที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

โปรแกรม Ubersuggest นับว่าเป็นตัวช่วยด้าน SEO ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากคนรุ่นใหม่ เพราะสามารถที่จะเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย คนทำเว็บไซต์ออนไลน์มือใหม่ จึงไม่ต้องเสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ให้แก่คนที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO เพื่อนำไปปรับใช้ให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

Jimbe Allen
10/01/2020
Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่ช่วยในการประเมินคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อจัดอันดับให้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงอยู่ในอันดับต้นของหน้าต่างการสืบค้นทางช่อง Search Google เสมอ ซึ่ง algorithm ที่ Google ออกแบบเพื่อการวิเคราะห์ในแต่ละส่วนของเว็บไซต์มีอยู่หลายชนิดและมีการพัฒนามาตามลำดับ โดยมีข้อมูลของแต่ละ algorithm ที่ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์ควรทำความรู้จัก ดังนี้

ผู้ดูแลเว็บไซต์ ควรรู้สิ่งเหล่านี้

1. แพนด้า

เป็นระบบการตรวจจับการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การใช้บทความที่เนื้อหาคัดลอกจากเว็บไซต์อื่นโดยตรง รวมถึงการใช้ภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่ง ปัจจุบันผู้ที่ผลิต บทความ SEO จะต้องตรวจสอบคำซ้ำ หรือ ทำ plagiarism check เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่มีปัญหาการคัดลอกลิขสิทธิ์ในเบื้องต้น จึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหากับ AI ระบบนี้

2. เพนกวิน

เพนกวินเป็นการตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ต้องทำตามกฎของ Google คือ ไม่ใช่การซื้อลิงก์หรือการเชื่อมโยงเพจที่คุณภาพต่ำ ทำ spam เพื่อเน้นการปั่นให้ keyword ถูกสืบค้นง่าย ซึ่งหากระบบเพนกวินพบว่ามีการทำเป็นสแปม จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับความน่าเชื่อถือได้

3. pirate

เป็นตัวช่วยในการหาเว็บไซต์ที่โจรกรรมข้อมูล เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เพลง ซีรีส์ ฯลฯ หากคุณนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการขอใช้เป็นกิจจะลักษณะ มีหลักฐาน หรือละเมิดสิทธิ์ใด ๆ มาใช้ ก็จะถูกตรวจจับจาก AI ตัวนี้อย่างแน่นอน

4. ฮัมมิ่งเบิร์ด

เป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งาน Google ได้อ่านงานเขียนที่มีคุณภาพสูง จากเว็บไซต์อันดับต้น มีภาษาที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีการใส่ คีย์เวิร์ด มากเกินไปจนรบกวนสายตา คุณอาจจะเคยเห็นงานแปลที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือ Robot แปล ซึ่งจะมีความผิดพลาดทั้งในเนื้อหาและมีความแข็งทื่อของสำนวนภาษา ซึ่งระบบอัลกอริทึมนี้ของ Google จะตรวจสอบได้ว่าเป็นงานเขียนคุณภาพต่ำ และจะจัดให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแบบนั้นมีอันดับอยู่ล่าง ๆ

5. พอสซั่ม

เป็นระบบวิเคราะห์ว่าธุรกิจใดที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้งาน Google กำลังสืบค้น ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ควรระบุให้ละเอียดที่สุดเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากำลังมองหาร้านขายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือหารีสอร์ทติดทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระบบจะนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงที่สุด และมีที่ตั้งอยู่ใกล้สัมพันธ์กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตัวผู้สืบค้นข้อมูลก่อน

จะเห็นได้ว่าระบบ algorithm ของ Google เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการแข่งขันคุณภาพในระบบ SEO ซึ่งสามารถคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์และช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน Google ซึ่งเป็น search engine อันดับต้น ๆ ของโลกมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบ algorithm ของ AI และปฏิบัติตามระเบียบที่ Google แนะนำ เพื่อทำให้การทำ SEO ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์

แบบไหนถึงควรจ้างทำ SEO และเลือกอย่างไรดี

Jimbe Allen
20/12/2019
เมื่อไหร่ที่คุณควรจ้างบริษัททำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็ว สร้างแบรนด์ให้รู้จักในวงกว้าง ทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ยอดขายตามมาได้ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไหร่ควรที่จะจ้างทำ SEO และควรมองหาบริษัทที่ไหนดี เรามีคำตอบให้ในบทความนี้

เมื่อไหร่ที่คุณควรจ้างบริษัททำ SEO

หากคุณประสบปัญหาว่า เว็บไซต์ที่เปิดมาได้สักพัก ไม่มีจำนวนผู้เข้าชม หรือแม้มีผู้เข้าชมก็แทบไม่มีการสั่งออเดอร์สินค้าใด ๆ รวมถึงแม้จะมีการแชร์ไปทางแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น facebook หรือ Instagram แล้ว ก็ยังไม่มีคนสนใจ แสดงว่าคุณต้องมีการปรับปรุงทั้งส่วน on-Page และ off-Page SEO ซึ่งบริษัทรับทำ SEO สามารถที่จะช่วยตรงนี้ได้

การหาบริษัทรับทำ SEO

คุณควรที่จะสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่มีการจ้างบริษัททำ SEO มาก่อน ให้เขาช่วยแนะนำ จะลดความเสี่ยงในการหาบริษัทที่ไม่มีที่มาที่ไปได้ ทั้งทำให้คุณรู้ฝีมือคร่าว ๆ ได้ว่าสร้างผลลัพธ์ให้ยอดขายหรือลูกค้าเพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากประสบการณ์คนใกล้ตัว

แต่หากคุณไม่มีคนรู้จัก แนะนำให้เลือกจากรายชื่อบริษัทที่โฆษณาผ่าน Google ที่เห็นอยู่ในด้านบนของหน้าต่างสืบค้น ของGoogle search บริษัทเหล่านี้มักมีความเป็นมืออาชีพ มีหลักฐานที่ยืนยันตัวตนได้อย่างชัดเจน ลดโอกาสถูกหลอกลวงได้

หลังจากที่คุณประเมินตัวเองแล้วว่า เว็บไซต์ของคุณยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จำเป็นต้องจ้างบริษัททำ SEO และได้รายชื่อบริษัทที่น่าสนใจแล้ว ขั้นต่อไป ควรสอบถามข้อมูลพื้นฐานกับทางบริษัทเสียก่อน ว่าการทำ SEO ที่บริษัทเล็งเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณควรต้องทำเป็นอันดับต้น ๆ มีอย่างไรบ้าง แล้วจะรับประกันผลได้อย่างไร ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอันดับการสืบค้นที่ดีขึ้น หากคำตอบที่ได้สอดคล้องกับหลักการทำ SEO อย่างถูกต้อง ก็มีความน่าสนใจที่คุณจะจ้างงาน ซึ่งคุณสามารถศึกษาขั้นเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ให้ข้อมูล SEO ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบทะเบียนการค้าของบริษัทเพื่อให้มีการติดตามผู้รับผิดชอบได้ เนื่องจากสัญญาการทำ SEO จะเป็นระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ขึ้นไป ตามหลักการ SEO ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบ algorithm ประมวลผล จึงควรเลือกบริษัทที่มั่นใจในความสามารถและมีความรับผิดชอบสูง

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้นักธุรกิจออนไลน์ที่ไม่แน่ใจในคุณภาพเว็บไซต์ตัวเอง หรือกำลังมองหาบริษัททำ SEO ให้อันดับสืบค้นดีขึ้น ได้เห็นแนวทางในการพิจารณาและปรับใช้กับการเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงด้วย

แบบไหนถึงควรจ้างทำ SEO และเลือกอย่างไรดี

รอบรู้ เรื่องคีย์เวิร์ดการทำ SEO

Jimbe Allen
09/08/2019

การทำ SEO สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการกำหนดคีย์เวิร์ด (Keyword) ในการเขียนคอนเทนต์ที่จะเป็นตัวกำหนดหัวข้อในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นต้องการสื่อสารกับใคร ต้องการข้อมูลประเภทไหน ขอบเขตคืออะไร จากนั้นกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อเป็นการย้ำเตือนในสิ่งสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารออกไป เพื่อให้เนื้อหาตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือ คำหรือวลีที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google จากการกำหนดคำให้ตรงตามกับความต้องการ และปัญหาของผู้คนอย่างชัดเจนจากการค้นหาผ่าน Search Engine ซึ่งคำหรือวลีนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือ บริการที่เราทำอยู่ สิ่งที่เว็บเพจต้องการคือทำให้เว็บนั้นติด 1 ใน 3 บนหน้าผลการค้นหาของ Google เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการให้มากที่สุด โดยมีสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมดังนี้

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

การที่เราสร้างข้อมูลขึ้นมาก็เพื่อสื่อสารให้กับกลุ่มลุกค้าได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้งาน การกำหนดคีย์เวิร์ดที่ดีจะเป็นการสื่อสารกับลูกค้าที่ต้องการสื่อสารโดยตรง จากนั้นจะมีกลุ่มลุกค้าที่ให้ความสนใจจริงและสนใจที่จะใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเราในที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก

การทำ SEO ก็เพื่อให้ข้อมูลของเว็บไซต์นั้นติดหน้าแรกของ Google จะต้องคำนึงถึงผู้คนที่ต้องการจะสื่อสาร โดยมีหัวเรื่องที่ชัดเจน มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นด้วย จากนั้นจะต้องมีการอธิบายขยายความหัวข้อนั้นให้เพื่อให้ระบบทำดัชนีของกูเกิลรับรู้และทำการเชื่อมโยงในผลการค้นหา

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์

การกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความในคอนเทนต์นั้นให้ชัดเจน ในคีย์เวิร์ดที่กำหนดขึ้นมาว่าสิ่งนั้นสำคัญอย่างไรและต้องการที่จะสื่อสารอะไรออกไปจากคีย์เวิร์ดนั้น เนื่องจากในท้องตลาดมีการทำคอนเทนต์ขึ้นมามากมายจำเป็นที่จะต้องกำหนดคีย์เวิร์ดและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตรงประเด็นควบคู่ไปด้วย

Niche คีย์เวิร์ด

การเขียนคอนเทนต์คำนั้นจะต้องเป็นคำที่มีความหมาย ทำให้มองเห็นภาพรวมของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ โดยการกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความได้หลากหลายคำ โดยแตกออกจากคีย์เวิร์ดหลักเพียงคำเดียว ซึ่งจะต้องคิดและกำหนดให้ดีและให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนสนใจค้นหาจริง ๆ มากที่สุด

คีย์เวิร์ดจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน

คำที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นคีย์เวิร์ดจะต้องมีความหมาย มีนัยยะที่ใช้สื่อสารกับผู้คนให้เข้ามายังเว็บไซต์และใช้บริการจากการกำหนดคำแทนความหมาย ลักษณะ นิสัย ความต้องการ อุปสรรคปัญหาโดยใช้คำที่แทนความหมายได้เป็นอย่างดี หากเป็นสินค้าก็คือ ยี่ห้อ รุ่น ชื่อของสินค้านั้นแทนด้วยคีย์เวิร์ด เช่น ซ่อม โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อ รุ่น ZZZ หรือ เสื้อผ้า มือสอง ต่างประเทศ เป็นต้น

การใช้คีย์เวิร์ดในการทำ SEO จำเป็นอย่างมากในการสื่อสาร ซึ่งจะต้องมีความรอบรู้โดยเฉพาะอุปสรรคปัญหาความต้องการของกลุ่มลูกค้าว่าลูกค้ามักใช้คำว่าอะไรในการค้นหาข้อมูล เพื่อดึงกลุ่มคนให้เข้ามาสู่เว็บไซต์ ด้วยการกำหนดคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจงและให้ครอบคลุมที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

เคล็ดลับการทำ SEO ให้ใช้งานคล่องบนมือถือ

Jimbe Allen
30/07/2019
เคล็ดลับการทำ SEO ให้ใช้งานคล่องบนมือถือ

พฤติกรรมติดมือถือของคนรุ่นใหม่มีผลต่อการทำตลาดออนไลน์ที่ปรับจากคอนเทนต์บนคอมพิวเตอร์มาอยู่ในมือถือแทน รูปแบบการเขียนบทความโฆษณาทั้งคอนเทนต์และสื่อต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการใช้งานบนมือถืออย่างคล่องมือ รวมทั้ง การทำ SEO จะต้องผสมผสานวิธีการหลากหลายเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมจากผู้ใช้และติดอันดับหน้าแรก ๆ ของเครื่องมือค้นหา โดยล่าสุดทาง Google เพิ่มหลักเกณฑ์การพิจารณาอันดับของเว็บไซต์ในด้านรองรับการใช้บนมือถือได้ดี ทั้งอ่านง่ายและค้นหาข้อมูลสะดวก ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั่นเอง

ในบทความนี้จึงมีเคล็ดลับการทำคอนเทนต์ให้เหมาะกับการอ่านบนหน้าจออุปกรณ์มือถือมาฝากกันดังนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าหน้าจอมือถือมีพื้นที่จำกัด การออกแบบเว็บไซต์จึงต้องคำนึงการแสดงผลบนหน้าจอ มีระบบปรับเว็บไซต์ให้พอดีกับหน้าจอโดยอัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นบทความที่ต้องเลื่อนซ้ายและขวาให้อ่านจบแต่ละบรรทัดจะอ่านยาก สร้างความลำบาก ทำให้เว็บไซต์ไม่ได้รับความนิยม เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบนมือถือมักจะมีโครงสร้างเว็บไซต์ไม่ซับซ้อน เชื่อมโยงภายในจากหน้าหลักไปหาหน้าย่อยอย่างเป็นระบบ มีแผนผังที่ชัดเจน ใช้งานสะดวก ทำให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ยุ่งยากในการค้นหาว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ในส่วนของเนื้อหาคอนเทนต์ การเขียนบทความต้องไม่ยาวเกินไป แทรกหัวข้อย่อยให้อ่านง่ายขึ้น พร้อมกับนำคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมมาใช้ในการทำ SEO จำนวนประมาณ 2-3 คำต่อบทความที่มีความยาว 500 คำ ตำแหน่งของคีย์เวิร์ดต้องเอื้อประโยชน์ต่อการค้นหาของเสิร์จเอนจิ้นด้วย โดยปกติจะวางกระจายไว้ในย่อหน้าแรก ตรงกลาง และย่อหน้าสุดท้าย รวมถึงใส่ไว้ในชื่อเรื่องด้วย คอนเทนต์ควรเป็นบทความที่เขียนขึ้นใหม่ มีความทันสมัย และมีประโยชน์ สร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากแชร์แบ่งปันให้คนอื่น นอกจากนั้นการใส่กราฟิกละรูปภาพต้องเป็นไฟล์ขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กเกินไปจนต้องซูมเข้าไปดูรายละเอียด ไม่ใหญ่เกินไปจนเกิดปัญหาโหลดช้า

การใส่คลิปวิดีโอสั้น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ความยาวไม่เกิน 1 นาทีกำลังดี เหมาะสำหรับการใช้งานมือถือ ยิ่งมีคนคลิกเข้าชมมากเท่าไรก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือ คลิปวิดีโอเป็นสื่อการตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับ Facebook จึงเหมาะต่อการสร้างลิงก์เชื่อมโยงวิดีโอกับลิงก์เข้าชมเว็บไซต์เพื่ออ่านเนื้อหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้สนใจเข้าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเรา รวมถึงเข้าสำรวจสินค้าและบริการของแบรนด์เพิ่มเติม ทำให้มีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้นและทำ SEO ให้เว็บทะยานขึ้นอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาด้วยเคล็ดลับการทำคอนเทนต์ให้เหมาะกับการอ่าน

การปรับเว็บไซต์ให้ตรงกับเงื่อนไขของ Google เป็นเรื่องสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด ถูกมองว่าเป็นสแปมแล้วถูกลงโทษลดอันดับลงไป ขณะเดียวกันผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็ได้รับประสบการณ์ดี ๆ หาสินค้าและบริการที่ตรงใจได้ง่ายไม่เสียเวลา หากอันดับไม่ขยับขึ้น อาจเป็นเพราะคู่แข่งทำเว็บไซต์ได้ดีกว่า ควรสำรวจข้อมูลของคู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกันเสมอ ดูว่ามีการออกแบบโครงสร้างอย่างไร เขียนคอนเทนต์อย่างไร จึงสร้างความประทับใจให้ลูกค้า เพื่อนำมาปรับแต่งเว็บไซต์ของเรา โดยเฉพาะเรื่องการใช้งานที่เหมาะกับมือถือซึ่งมีผลให้เข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

Jimbe Allen
03/06/2019
การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO คือการวางกลยุทธ์ตลาดโดยใช้คีย์เวิร์ดหลักและงานเขียนบทความที่เชื่อมโยงเว็บธุรกิจกับเป้าหมายหลักเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าและบริการเป็นอันดับแรกๆ การทำ SEO แบบพื้นฐานสร้างทางลัดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้โลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง การทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเจ้าของธุรกิจไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง การจ้างนักการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จถือการลงทุนที่คุ้มค่า

ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าจะทำอย่างไร เริ่มต้นจากประเมินเว็บไซต์และปัจจัยทั้งหมดที่มีผลต่อการจัดอันดับ รวมถึงตำแหน่งของผลลัพธ์ในปัจจุบัน วิเคราะห์เจาะลึกมองเห็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ การใช้คีย์เวิร์ดไปยังหน้าเว็บ ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีปัญหา สิ่งที่พลาดไม่ได้คือตรวจสอบคู่แข่งทางธุรกิจด้วยว่าใช้คีย์เวิร์ดหลักที่คล้ายกันและมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ดูว่าเว็บนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดลำดับสิ่งสำคัญที่จะปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานพึงพอใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น รวมถึงทำให้ Google จัดลำดับเว็บไซต์ในอยู่ในอันดับต้น ๆ

เนื่องจาก การทำ SEO เป็นกลยุทธ์ระยะยาว กว่าจะเห็นว่ากลยุทธ์ SEO เริ่มแสดงผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือนจึงเห็นว่าผลลัพธ์นั้นเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ดำเนินอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO เข้ามาช่วยปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทำการสร้างลิงก์ใหม่กับเว็บไซต์เป็นประจำ พร้อมกับประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลอย่างไร การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเหลือโดยใช้กลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ของการทำ SEO ให้ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญ SEO จะตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์เป็นประจำเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เว็บไซต์ของลูกค้าจะได้รับประโยชน์และสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ SEO ทางออนไลน์ที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด มืออาชีพจะแนะแนวทางได้ว่ากลยุทธ์ทางการตลาดแบบไหนสำคัญ และสิ่งใดที่ควรระวัง แม้ว่าคำยอดนิยมอาจดึงดูดผู้เข้าชมนับพันทุกเดือน แต่ถ้าไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการซื้อจริงๆ คงไม่เกิดประโยชน์เท่าไร ใช้คำยาวๆ ที่เฉพาะเจาะจงจะเห็นผลลัพธ์เชิงบวก เข้าตาลูกค้าที่เต็มใจซื้อ ทำให้ประหยัดเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO

คนทำธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ค้นหาได้ง่าย การลงทุนจ้างมืออาชีพมาทำ SEO ให้จึงเพิ่มความสะดวกสบาย เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งยังเลื่อนอันดับการค้นหาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ยิ่งเข้าตาลูกค้ามากเท่าไรก็มีโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น ควรค้นหามืออาชีพด้าน SEO ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้าชมเว็บจำนวนมากทุกวัน แต่รู้วิธีทำ SEO ให้ลูกค้าเป้าหมายเข้ามาเยี่ยมชมและตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

SEO จำเป็นต้องจ้างทำไหม ในปี 2018

การเซฟค่าใช้จ่ายสำหรับนักธุรกิจ

สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจออนไลน์มือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่การทำเว็บไซต์ด้วยความเข้าใจว่าจะเป็นหน้าร้านในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อาจไม่ทราบว่าการทำ SEO อย่างมืออาชีพในปัจจุบันมีความสำคัญเพียงไร โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นเพียงผู้ใช้งานเว็บไซต์ทั่วไปมาก่อน อาจคุ้นตากับ SEO แบบเน้นการขายลิ้งค์ หรือ Backlink การแชร์โฆษณาซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในอดีตที่จะทำให้ search engine ตีความว่าเป็นการแสดงถึง ความฮิต ของลูกค้าที่ใช้บริการเว็บนั้น ๆ แต่ปัจจุบัน แหล่งสืบค้นข้อมูลทั่วไป ทั้งกูเกิ้ล , บิง , ยาฮู ล้วนใส่ใจและใช้ระบบจัดอันดับ website จากคุณภาพของงานเขียนหรือ content ที่เป็นเชิงสร้างสรรค์ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านมากยึ่งขึ้น โดยการทำ SEO จะถูกแทรกไปเป็นส่วนหนึ่งในไม่กี่ตำแหน่งของบทความที่มีคุณภาพ หรือ high quality

ซึ่งเทรนด์ที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นักธุรกิจต้อง มองใหม่ อีกครั้งว่า สมควรจะจ้างคนทำ SEO ไหม? หากแบบเดิม ๆ ก็มีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทที่รับทำด้าน SEO โดยตรง เพราะมุ่งเน้นปริมาณของชิ้นงานเพื่อไปโพสต์ด่วน ๆ แสดงการอัพเดตและแชร์ลิ้งค์มาก ๆ แต่หากเป็นปี 2018 บริษัทใหญ่ ๆ ที่ทำงานในเทรนด์เดิม ๆ จะมีบุคลากรที่มีความสามารถในการเขียนคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณหรือไม่ เป็นเรื่องต้อง ทดสอบ กันก่อนจะจ้างงานยาว ๆ หรืออาจเลือกจ้างเป็นจ็อบ ๆ ตามแหล่ง agency ที่รวบรวมนักเขียน และนักทำ content ฝีมือดีที่มีความรู้และความเข้าใจในการทำ SEO ประกอบเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นักเขียนแต่ละคนมีความถนัดในศาสตร์ของตัวเอง ก็จะทำให้ได้บทความที่มีความ ลึกซึ้ง หรือ DEEP ในเชิงคุณภาพมากกว่า

การเซฟค่าใช้จ่ายสำหรับนักธุรกิจ

สำหรับการทำธุรกิจแล้ว การลดต้นทุน ลดรายจ่าย เป็นเรื่องที่เพิ่มรายได้ให้อย่างอัตโนมัติ การจ้างทำ SEO กับบริษัท เอเจนซี่ หรือนักเขียนอิสระ (freelance) ที่ ใช่ จะช่วยให้ธุรกิจได้ save ค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยควรลองจ้างงานเป็นชิ้น ๆ ดูก่อน หากมีแนวโน้มว่า ไปกันได้ และการทำงานสอดคล้อง เข้าขา กันดี ก็จ้างกันยาวเป็นระยะ6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจะจ้างแบบอิสระ-ประจำ ก็มีความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากการจ้างคนทำ SEO ที่เหมาะสม จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและเป็นที่จดจำของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเสมือน ภาพจำ ที่กลุ่มเป้าหมายจะประทับใจ เลือกใช้บริการ หรือ หันหลังใส่ พร้อมกับบอกต่อ แชร์ หรือ rating ซึ่งส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ต่อความเชื่อมั่นของคนอื่น ๆ ที่กำลังหาข้อมูลหรือต้องการซื้อสินค้า-บริการในธุรกิจนั้น ๆ ด้วย

SEO จำเป็นต้องจ้างทำไหม ในปี 2018