ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจ

Jimbe Allen
06/05/2020
ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจ

การทำธุรกิจจะต้องมีการโปรโมทเพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการโปรโมทด้วยวิดีโอให้ติดบนตำแหน่งหน้าแรกของ Google Search และบน YouTube เราจึงมีทริคการทำ SEO ที่เป็นตัวช่วยให้วิดีโอของคุณมีโอกาสในการโปรโมทธุรกิจได้ดีขึ้นแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้

ทริคที่ 1 ใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag YouTube

ถึงแม้ว่าวิดีโอของคุณมีเนื้อหาที่ดีเยี่ยม ตัดต่อได้สุดยอดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag ก็อาจส่งผลให้คนดูมองไม่เห็นการโปรโมทธุรกิจของคุณได้ ทริคนี้จึงเป็นพื้นฐานในการทำ SEO เนื่องจาก YouTube ให้ tag มาแล้ว เพียงคุณใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag ประมาณ 3 – 5 คำและคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องประมาณ 4 – 5 คำ เพื่อ YouTube ได้ดูว่าวิดีโอของคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดใน tag จำนวนที่มากเกินไปซึ่งมีหลายคนคิดว่าจะทำให้วิดีโอไปติดในหัวข้อต่าง ๆ การทำเช่นนี้ อาจจะทำให้ YouTube มีความสับสนหรือเดาไม่ได้ว่าวิดีโอเกี่ยวกับหัวข้ออะไรกันแน่

ทริคที่ 2 ความสำคัญกับประโยคแรกของชื่อวิดีโอ

การตั้งชื่อวิดีโอ หลายคนได้ตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายและสละสลวยอาจจะเป็นชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัทหรืออาจเป็นประโยคที่บ่งบอกว่าเกี่ยวกับอะไร แต่ก็ไม่มีผลต่อการให้วิดีโอติดอยู่บนหน้าแรกของ YouTube เนื่องจากสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การเน้นประโยคหรือคีย์เวิร์ดคำแรกที่เริ่มต้นชื่อวิดีโอ จากนั้นค่อยตามด้วยคำอื่น ๆ ที่ต้องการได้เลย ก็จะทำให้วิดีโอมีโอกาสสูงที่จะติดอยู่หน้าแรกของ YouTube ได้

ทริคที่ 3 ใส่คีย์เวิร์ดในส่วน Description ใต้วิดีโอ

การใส่รายละเอียดในส่วน Description ใต้วิดีโอ โดยมีความยาวที่เหมาะสมประมาณ 15 – 20 บรรทัด ที่สำคัญให้แทรกคีย์เวิร์ดเป็นระยะและปริมาณในจำนวนที่เหมาะสมหรือประมาณ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ลงไปด้วย เพื่อให้ YouTube ได้เข้าใจมากขึ้นว่าวิดีโอของคุณเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งเป็นทริคที่ทำได้ด้วยตัวเองและยังสามารถใช้สำหรับมือใหม่ที่เริ่มทำธุรกิจได้อีกด้วย

นอกจาก 3 ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจดังกล่าวข้างต้นแล้ว หากต้องการให้ YouTube มีประสิทธิภาพในการโปรโมทหรือมีอัตราการคลิกเข้าชมสูง อาจจะเพิ่มเติมภาพหน้าปกที่โดดเด่นให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการเลือกภาพที่มีสีตัดกัน ไม่ว่าจะเป็น สีแดง ขาว ดำ ส้ม ฟ้า เขียว พร้อมเขียนประโยคบนภาพหน้าปกที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชม รวมถึงความยาวของวิดีโออย่างน้อย 8 – 15 นาที เพียงเท่านี้ วิดีโอบน YouTube ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตมากกว่าเดิมได้ดีเลยทีเดียว

SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube

Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

Jimbe Allen
05/04/2020
Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

หากเราพูดถึง การทำ SEO นั้นสิ่งที่หลายคนจะต้องคำนึงถึงก็คือการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Google ซึ่งการให้คะแนนนี้ไม่ได้มีการให้คะแนนบวกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการหักคะแนนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมาแนะนำให้คุณได้รู้ว่า SEO Low Quality Page นั้นมีลักษณะอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทำเว็บไซต์ออกมาแล้วโดนประเมินคะแนนจาก Google ต่ำ

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในทางลบ ชื่อเสียงในทางลบในที่นี้หมายถึงการที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงานให้เป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการก่อกวนหรือผิดนโยบายของ Google นั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงาน ก็อาจมีสิทธิ์ตกอันดับหรือถูกงดให้ขึ้นไปอยู่บนเพจของ Google ได้เหมือนกัน

เป็นเว็บไซต์ที่ถูกทิ้งให้ไม่มีการอัปเดต หรือเป็นสแปม เราเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นเว็บไซต์ที่ไม่มีการอัปเดตใด ๆ หรือถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ แต่กลับเป็นเว็บไซต์ที่นำไปสร้าง backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนหน้าเพจนั้น ๆ ใช่เลย เว็บไซต์แบบนี้เองที่ถือว่าเป็นสแปม

ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีการ verify มีความเป็นไปได้ที่ Google จะไม่นำเอาเว็บไซต์ของคุณไปขึ้นอยู่บนหน้าแรกของ Google โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรทำการ verify ส่วนต่าง ๆ เช่น SSL ให้เรียบร้อย

ไม่มีข้อมูลเว็บไซต์ เมนูของเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ ข้อมูลการติดต่อ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้ผู้ชมสามารถค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่าย

เนื้อหาในเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ เนื้อหาที่คัดลอกมาหรือผ่านการทำ spinning นั้นถือว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพต่ำที่ Google ไม่ชอบเอามาก ๆ เลยล่ะ เนื่องจากมันดูไม่สร้างสรรค์และไปซ้ำกับเว็บไซต์อื่นด้วย

สร้างเนื้อหามาหลอก bot ของ search engine สมัยนี้ bot ของ search engine อย่าง Google ไม่ได้โง่อีกต่อไปแล้ว แถมยังมีระบบดักจับเว็บไซต์ที่ชอบสร้างเนื้อหาขึ้นมาตบตาอีกด้วย

มีเนื้อหาหรือหน้าของเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย เนื้อหาที่เป็นอันตรายนั้นมักจะประกอบไปด้วยส่วนที่โยงไปหา ไวรัสและมัลแวร์ รวมถึงมีโฆษณาล่อแหลมที่เป็นแหล่งของสปายแวร์ทั้งหลาย หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาแบบนี้อยู่ ก็ยิ่งมีโอกาสตกอันดับมากขึ้น

เราจะเห็นได้ว่า SEO Low Quality Page หรือเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำนั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ โดยไม่ได้เป็นเรื่องของคุณภาพเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างภายในและเว็บไซต์อีกด้วย หากคุณไม่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำแล้วล่ะก็ ห้ามทำตาม list ที่อยู่ด้านบนเด็ดขาด

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

Jimbe Allen
04/04/2020
เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักการตลาดออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้นักการตลาดหลายคนที่เริ่มเข้าวงการจึงศึกษาวิธีการทำเว็บไซต์และวิธีทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine อย่างจริงจัง โดยเทคนิคการทำ SEO เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำมาใช้ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ง่ายขึ้น ซึ่งเทคนิคในการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมมีดังนี้

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

นำโปรแกรม Keyword Planner มาใช้ การหาคีย์เวิร์ดทองคำที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย จำเป็นต้องพึ่งพาโปรแกรม Keyword Planner เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกถึงจำนวนการค้นหาต่อเดือน แต่ยังบอกคำใกล้เคียงที่สามารถนำมาใช้ผสมผสานกับคีย์เวิร์ดหลักเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

แทรก Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยในทุกหน้าของเว็บไซต์ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกคีย์เวิร์ดมีความสำคัญมาก ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ดที่ทำการค้นหามาเป็นอย่างดีแล้วว่ามีจำนวนผู้คนหาเยอะ ให้แทรกอยู่ในชื่อเว็บไซต์ ชื่อหัวข้อบทความ เนื้อหาบทความ หรือส่วนอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ทั้ง On-page และ Off-page ในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

การแสดงหน้าเว็บไซต์ต้องรองรับการดูในมือถือด้วย เนื่องจาก Search Engine มองว่าสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า Desktop และ Laptop จึงทำให้ Search Engine เน้นความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และมองว่าเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการดูในมือถือ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ จึงอาจทำให้ถูกลดอันดับได้

แม้ว่านักการตลาดออนไลน์มือใหม่จะทำตามเทคนิค SEO เป็นอย่างดีแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นดั่งใจหวัง ซึ่งการที่เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบนหน้าแรกเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ

2 สาเหตุหลัก ที่ทำให้เว็บไม่ติดอันดับ

– Content บนเว็บไซต์ขาดคุณภาพหรือมีจำนวนไม่มากพอ การทำคอนเทนต์ลงเว็บไซต์จำนวนมากแต่ไม่ได้คุณภาพ เช่น จำนวนคำในบทความน้อยเกินไป หรือใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนอ่านไม่รู้เรื่อง เป็นต้น รวมถึงจำนวนคอนเทนต์ที่ไม่มากพอ ทำให้อัลกอริทึ่มบน Search Engine มองข้าม ซึ่งการจะโพสต์คอนเทนต์คุณภาพและมีจำนวนมากพอก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากอัลกอริทึมบน Search Engine ต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งหมด

– จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่มากพอ แน่นอนว่าการเก็บจำนวนผู้เข้าชมจำนวนมาก ไม่สามารถทำได้ภายในคืนเดียว ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือ สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจควบคู่ไปกับการทำ Backlink จากเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือหมวดหมู่เดียวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อเรียกกลุ่มเป้าหมายให้เข้าสู่เว็บไซต์ จึงจะช่วยเรื่องการไต่อันดับบน Search Engine ได้เป็นอย่างดี

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกด้วยเทคนิค SEO เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก แต่ก็ทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีได้นานกว่าวิธีอื่น ๆ

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

ทำไมต้องจ้างนักเขียนทำบทความ SEO ?

Jimbe Allen
01/04/2020

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการเขียนบทความนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้และ การเขียนบทความ SEO ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเพียงแค่รู้หลักการเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน… เรามาดูกันว่าการจ้างนักเขียนบทความ SEO นั้นช่วยทำให้การทำ SEO ไต่อันดับและช่วยงานคุณได้อย่างไรบ้าง แล้วคุณอาจเปลี่ยนใจอยากจ้างนักเขียนไปตลอดก็ได้นะ

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

การเขียนบทความ SEO ไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความทั่วไป

หากคุณคิดว่าบทความทั่วไปที่ไม่ต้องมีคีย์เวิร์ดนั้นยากอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจได้แบบง่าย ๆ ว่าการเขียนบทความ SEO นั้นมีระดับความยากยิ่งกว่า เพราะบทความ SEO ต้องมีการแทรกคีย์เวิร์ด สอดแทรกเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไป แต่ในทางเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้บทความน่าเบื่อเพื่อให้คนอ่านสามารถอ่านไปได้จนจบอีกด้วยเหมือนกัน

บทความแต่ละบทใช้เวลาในการเขียน

แน่นอนว่าการเขียนบทความทั่วไปนั้นไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะในขั้นตอนของการเขียนไม่ได้มีเพียงแค่การพิมพ์ตัวหนังสือออกมาเท่านั้น แต่ยังมีขั้นตอนของการค้นคว้าและเรียบเรียงตัวหนังสือเพื่อให้ได้บทความที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร พร้อมกับแทรกคีย์เวิร์ดหลายคำเข้าไปอีกด้วย มันน่าจะดีกว่าถ้าคุณจ้างนักเขียนที่มีความเชี่ยวชาญมาจัดการให้

นักเขียนมีความเชี่ยวชาญและทักษะในการเขียนบทความ SEO มากกว่า

อย่างที่เรารู้กันไปแล้วว่าบทความ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความธรรมดาทั่วไป นอกจากจะต้องใช้ทักษะทางด้านการเขียนแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจวิธีการทำ SEO อีกด้วย ลองคิดดูสิว่าการที่คุณต้องเขียนเองนั้น ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกี่เดือนจึงจะเขียนบทความให้มีคุณภาพได้ แต่นักเขียนบทความ SEO จะช่วยตัดปัญหาเรื่องของการที่คุณต้องไปนั่งเรียนเองหรือหาความรู้เอาเองได้เยอะเลยทีเดียวล่ะ

ได้ผลลัพธ์ทันทีด้วยบทความที่มีคุณภาพ

คุณสามารถนำบทความ SEO ที่ได้จากนักเขียนไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งคิดเองว่าจะต้องวางคีย์เวิร์ดไว้ตรงไหนบ้าง แล้วแต่ละบทจะต้องมีกี่คำ เพราะนักเขียนจะเป็นคนจัดการให้คุณทั้งหมดเสร็จสรรพ โดยบทความที่ได้จะเป็นบทความที่มีทั้งคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ มีจำนวนคำที่เหมาะสมต่อการทำ SEO และยังเป็นบทความที่วางตำแหน่งแต่ละพารากราฟได้อย่างลงตัว สามารถนำไปโพสต์ได้เลยทันที

เห็นไหมว่าการจ้างนักเขียนเพื่อทำบทความ SEO นั้นไม่ได้แค่ช่วยให้คุณได้บทความ SEO ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณและช่วยย่นเวลาของคุณเพื่อไปดูแลงานอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียว แล้วคุณล่ะอยากเปลี่ยนจากการเขียนบทความเอง มาเป็นการจ้างนักเขียนแทนหรือไม่

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

Jimbe Allen
30/03/2020
หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้

การจะทำให้เว็บใดเว็บหนึ่งไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นบทความคุณภาพหรือเป็นบทความที่มีคนอ่านเยอะ ๆ เท่านั้น ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ผู้ทำ SEO จะต้องทราบเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำ SEO ผลิตผลงานออกมาตรงกับสเปคของ Google ให้มากที่สุด หลัก ๆ แล้วเกณฑ์การจัดอันดับบน Google จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ รับรองได้เลยว่าไม่ยากเกินไป ใคร ๆ ก็ทำได้

หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้อ ที่ผู้ทำ SEO ไม่รู้ไม่ได้

Mobile Friendly เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทความในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก จากแต่ก่อนผู้บริโภคจะได้รับข่าวสารจากทางโทรทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงกว่าผู้ใช้โทรทัศน์และวิทยุรวมกันเสียอีก จึงไม่แปลกเลยที่ใครก็ตามหวังจะดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ให้ได้ จำเป็นต้องปรับตัวตรงนี้ด้วย โดยเว็บที่เป็น Mobile Friendly อาจจะไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เพราะสมัยนี้ทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้หมดแล้ว

การเขียนบทความคุณภาพ การเขียนบทความ SEO ให้ได้คุณภาพจะต้องอาศัย Content ที่น่าสนใจในการนำเสนอ จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบทความให้เทียบเท่ากับกวีเอกหรืออย่างไร เพียงแค่เป็นบทความที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นบทความคุณภาพได้แล้ว สังเกตได้จากเว็บดัง ๆ หลายเว็บก็ไม่ได้เขียนบทความที่แปลกพิสดารอะไรนัก ก็เป็นบทความที่อ่านง่าย แต่สำคัญที่บทความที่เขานำเสนอเป็นบทความที่ตรงใจผู้บริโภคนั่นเอง

เวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ การจัดอันดับของ Google จะสนใจด้วยว่าพฤติกรรมของผู้อ่านมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ของเรามากน้อยแค่ไหน โดยเว็บที่ผู้อ่านใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเรานาน ๆ จะได้คะแนนมากกว่าเว็บที่ผู้อ่านเข้าไปแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว คำถามคือจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้นานพอ มันจะมีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่าบทความประเภท How to หรือ Evergreen Content เป็นบทความแนะนำทีละสเต็ป ๆ ผู้อ่านจะเปิดหน้าเว็บของเราค้างเอาไว้หรือไม่ก็จะกลับมาอ่านซ้ำอย่างแน่นอน

จำนวนผู้เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของเรา หลักเกณฑ์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการจัดอันดับของ Google ก็คือจำนวนผู้เข้าชม หากเว็บอื่น ๆ ทำตามหลักเกณฑ์ข้างต้นและได้คะแนนพอ ๆ กัน ทำให้ Google จะตัดสินใจจากจำนวนผู้ชมเป็นอันดับสุดท้าย เพราะถึงแม้ Google จะให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ก็อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการจัดอันดับบน Google ก็เกี่ยวข้องกับความนิยมของเว็บไซต์ด้วย หากไม่มีผู้ชมก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Content ที่ดีนัก

เมื่อผู้ทำ SEO ได้รู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google แล้ว ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการสร้าง Content คุณภาพได้ อาจจะโฟกัสไปที่กลุ่มผู้บริโภคก่อนว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร ใช้สมาร์ทโฟนหรือคอม PC มากกว่ากัน เขาสนใจเนื้อหาในเรื่องไหน เราจะทำ Content ให้ตรงใจได้อย่างไร รวมถึงเนื้อหาในบทความนั้นจะดึงดูดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ได้นานแค่ไหน เชื่อว่าถ้าเราทำได้ตามหลักเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้นแล้ว จำนวนผู้ชมเว็บไซต์ในข้อที่ 4 จะตามมาเองโดยปริยาย

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ

Jimbe Allen
22/03/2020
Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข

Yoast SEO เป็น plugin ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ในการทำงานคู่กับ WordPress ในการผลิตบทความ SEO ให้แก่เว็บไซต์ต่าง ๆ เพราะสามารถช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องก่อนนำเสนอสู่ระบบ Google ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ให้กับเว็บไซต์ได้มากกว่าเดิม

ทุกธุรกิจที่ทำเว็บไซต์ SEO ต่างก็ต้องการให้ชื่อข้อมูลของเว็บไซต์ตัวเองปรากฏในหน้าแรก อันดับต้น ๆ ใน Google เมื่อมีการหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ หรือที่เรียกว่า หน้า SERPs ซึ่งย่อมาจากคำว่า Search engine result pages ดังนั้น หากคุณไม่รู้วิธีการใช้ Yoast SEO ก็เท่ากับพลาดโอกาสในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นไปอย่างมาก

การใช้งาน Yoast SEO ถือว่าใช้เวลาในการเรียนรู้น้อย เพราะระบบทำให้เข้าใจได้ง่าย เจ้าของกิจการเว็บไซต์ SEO สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Yoast SEO ได้ฟรี เพื่อหัดใช้งานไปพร้อม ๆ กับการใช้ WordPress

Yoast SEO ถือได้ว่าเป็น plugin แรก ๆ ที่คนที่ใช้งานโปรแกรม WordPress ซึ่งต้องใช้สำหรับทำบทความ SEO คุณภาพสูง ต้องเรียนรู้ให้เป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การตั้งชื่อเรื่อง (title) การคิดเนื้อหาที่ต้องใส่ keyword SEO ที่เหมาะสม การเขียนบทคัดย่อ (meta-description) การใส่คำสำคัญประจำรูปภาพ ฯลฯ ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

สิ่งที่โดดเด่นใน Yoast SEO คือ ระบบไฟแสดงสีสามแบบ คือ แดง ส้ม เขียว ที่หมายถึง ผ่านแล้ว ทำได้ดีมาก หรือต้องปรับปรุง ซึ่งจะมีคำภาษาอังกฤษเป็นบทวิเคราะห์ให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าต้องแก้ไขอะไรบ้าง และเมื่อแก้ไปเรื่อย ๆ ระบบก็จะประมวลผลใหม่ตลอดเวลา จึงสะดวกอย่างมากในการตั้งค่าเพื่อ SEO

สิ่งที่ Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข ตัวอย่างเช่น

ความยาวของหัวเรื่องที่ต้องไม่สั้นหรือยาวเกินไปและใส่ keyword หลักให้ครบถ้วน

การใส่ keyword ลงในส่วน meta-description เพื่อเกริ่นนำเนื้อหาสำหรับให้ผู้อ่านตัดสินใจที่จะคลิกเข้ามาในเว็บไซต์

การกระจายตำแหน่งและความซ้ำของคำสำคัญในเนื้อหา

การทำลิงก์แทรกในบทความ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

การใส่รายละเอียดของรูปภาพ ในช่อง alt text เพื่อเพิ่มโอกาสหารูปได้ง่ายจาก image search ของ Google
การตั้งชื่อหัวข้อย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้อ่าน

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว Yoast SEO ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ในการมีปุ่มแชร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลังจากการตรวจแก้ไขเรียบร้อย ไปยัง platform ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดโอกาสที่ลิงก์จะผิดพลาดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า Yoast SEO มีประโยชน์ต่อการทำเว็บไซต์ของคุณให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Google อย่างมาก หากศึกษาการใช้งานได้อย่างชำนาญ ก็จะทำให้ผลลัพธ์การทำ SEO ดีขึ้น จนมียอดขายและลูกค้ามากขึ้นอย่างแน่นอน

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

Jimbe Allen
19/02/2020

การทำ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นในการทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมหนึ่งที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำให้คนทำเว็บไซต์ SEO เรียนรู้ คือ Ubersuggest ที่คิดโดย Neil Patel จะช่วยให้ทำ SEO อย่างมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

โปรแกรม Ubersuggest สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี และมีจุดเด่นที่สามารถค้นหา keyword ได้ทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในทุกวงการธุรกิจอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่า คุณจะขายสินค้าจำพวกแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที รถยนต์ ประกันภัย โรงแรมที่พัก รีสอร์ท และอื่น ๆ ก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้

อย่างไรก็ตาม Ubersuggest มีข้อเสีย ที่ไม่สามารถย้อนดูประวัติการหา keyword เก่า ๆ ที่เคยทำเอาไว้ได้ และไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวางแผนงาน SEO อย่างซับซ้อน เพราะเน้นการใช้งานในวงกว้างมากกว่า

ตัวอย่างประโยชน์จากการใช้งาน Ubersuggest ได้แก่

ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสมในการเขียนบทความได้

การหา keyword ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้โอกาสในการถูกสืบค้นมีมากยิ่งขึ้นหลายเท่า ซึ่งผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดโปรแกรมนี้แล้ว ได้เลือกภูมิภาคของลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการให้รู้จักเว็บไซต์ เช่น เลือกประเทศไทย โปรแกรม Ubersuggest ก็จะแสดงค่าสถิติการใช้งาน keyword แต่ละคำในสายธุรกิจของคุณออกมา ซึ่งจะแสดงทั้งส่วนของภาพรวมการค้นหาหรือ search volume ศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคำสำคัญอื่น ๆ หรือ ค่า search difficulty และประสิทธิภาพในการสื่อสารกระตุ้นให้คลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ หากใช้ในการทำโฆษณา ที่เรียกว่า ค่า page difficulty เป็นต้น

การดูสถิติค่า Traffic การเข้าชมของเว็บไซต์

หลังจากทำ SEO จำเป็นที่ต้องรู้ว่ามีประสิทธิภาพคุ้มค่าเพียงใด นั่นคือการดูที่สถิติ traffic ที่ Ubersuggest จะแสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่บ่งบอกให้รู้ว่า domain เว็บไซต์ของคุณสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยโปรแกรมจะจำแนกเป็น organic keyword คือ จำนวน keyword ที่ติดหน้าสืบค้นของ Google อันดับต้น ๆ โดยมาจากการทำ SEO โดยตรง ไม่อาศัยการโฆษณา และยังมีการคำนวณ organic monthly traffic หรือจำนวนคนที่เข้ามาคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ต่อเดือนเป็นแบบภาพรวมด้วย ที่มาจากการเห็นชื่อบทความและบทย่อที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

โปรแกรม Ubersuggest นับว่าเป็นตัวช่วยด้าน SEO ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากคนรุ่นใหม่ เพราะสามารถที่จะเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย คนทำเว็บไซต์ออนไลน์มือใหม่ จึงไม่ต้องเสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ให้แก่คนที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO เพื่อนำไปปรับใช้ให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

ยอดขายไม่ดี ใช้เทคนิค SEO ช่วยได้

Jimbe Allen
02/02/2020
ยอดขายไม่ดี ใช้เทคนิค SEO ช่วยได้

การขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบัน มีอัตราการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ความงาม แฟชั่น วิตามิน อาหารเสริม ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดจึงแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า เรียนรู้เทคนิค SEO หรือ search engine optimization เพื่อนำมาปรับปรุงเพจหรือเว็บไซต์สม่ำเสมอ จะช่วยให้มีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นได้ เรามาดูกันว่าจะมีเทคนิคใดบ้าง

เทคนิคช่วยให้ธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดี

การทำ backlink ให้แก่เว็บไซต์

ทุกประเภทเว็บไซต์ทางธุรกิจควรจะต้องมีพันธมิตรที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนลิงก์ จะทำให้ขยายฐานลูกค้าได้กว้างยิ่งขึ้น หากคุณขายสินค้าจำพวกของเล่นเด็ก ก็ควรติดต่อเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้ากลุ่มสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกปลอดสารพิษ สินค้าเพื่อสุขภาพเด็กและวัยรุ่น ฯลฯ เนื่องจากจะมีโอกาสขายได้สูงขึ้น และยังเป็นการเพิ่มค่า Traffic ให้กับเว็บไซต์ส่งผลให้ลำดับการสืบค้นผ่าน Google ดียิ่งขึ้นด้วย

การปรับโครงสร้างเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ดีควรมีลักษณะที่ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีการแยกหมวดประเภทสินค้าที่ชัดเจน เช่น วิตามินกลุ่มบำรุงสมอง บำรุงความงาม บำรุงกระดูก ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการหานาน อาจมีแชทบอทที่เป็นระบบ AI ตัวช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ให้ลูกค้าประทับใจในความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังที่มีการศึกษาพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมสอบถามข้อมูลจากแชทบอทเพราะไม่ต้องรอเวลาตอบคำถามจากผู้จัดการเว็บไซต์และยังเป็นตัวช่วยที่เสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัยด้วย

การใส่ keyword ลงใน เพจของ Facebook

การทำ SEO ให้กับ Facebook ก็อาศัยหลักการเดียวกันกับการทำใน Google ควรนำ keyword ที่เกี่ยวกับสินค้าที่คุณจำหน่าย ใส่ลงในช่องรายละเอียดและกรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วนมากที่สุด เพื่อผู้คนพิมพ์หาผ่านช่อง search เพจธุรกิจของ Facebook เจอได้ง่าย ๆ และควรเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของเพจ โดยการใส่ลิงก์ของเว็บไซต์ลงในช่องทางการติดต่ออีกทางหนึ่งด้วย

การทำ SEO ให้แก่รูปภาพ

รูปภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บทความดูน่าสนใจ ซึ่งควรใส่รายละเอียดว่า ใครในภาพกำลังทำอะไร ที่ไหน และใช้อุปกรณ์ที่มีสีอะไรบ้าง เพราะระบบ algorithm จะนำไปวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการนำไปแสดงในส่วนของ Image บน Google ที่จะช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ ทำให้ลูกค้ามีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของคุณได้บ่อย นำมาซึ่งการขายที่มากยิ่งขึ้นได้

การใช้เทคนิค SEO ที่กล่าวมาร่วมกันต่อเนื่อง 3-6 เดือน จะช่วยให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้น และทำให้คุณมีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่ดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นช่องทางในการแก้ไขและพัฒนาเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อไป

เทคนิคช่วยให้ธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดี

Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

Jimbe Allen
10/01/2020
Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่ช่วยในการประเมินคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อจัดอันดับให้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงอยู่ในอันดับต้นของหน้าต่างการสืบค้นทางช่อง Search Google เสมอ ซึ่ง algorithm ที่ Google ออกแบบเพื่อการวิเคราะห์ในแต่ละส่วนของเว็บไซต์มีอยู่หลายชนิดและมีการพัฒนามาตามลำดับ โดยมีข้อมูลของแต่ละ algorithm ที่ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์ควรทำความรู้จัก ดังนี้

ผู้ดูแลเว็บไซต์ ควรรู้สิ่งเหล่านี้

1. แพนด้า

เป็นระบบการตรวจจับการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การใช้บทความที่เนื้อหาคัดลอกจากเว็บไซต์อื่นโดยตรง รวมถึงการใช้ภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่ง ปัจจุบันผู้ที่ผลิต บทความ SEO จะต้องตรวจสอบคำซ้ำ หรือ ทำ plagiarism check เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่มีปัญหาการคัดลอกลิขสิทธิ์ในเบื้องต้น จึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหากับ AI ระบบนี้

2. เพนกวิน

เพนกวินเป็นการตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ต้องทำตามกฎของ Google คือ ไม่ใช่การซื้อลิงก์หรือการเชื่อมโยงเพจที่คุณภาพต่ำ ทำ spam เพื่อเน้นการปั่นให้ keyword ถูกสืบค้นง่าย ซึ่งหากระบบเพนกวินพบว่ามีการทำเป็นสแปม จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับความน่าเชื่อถือได้

3. pirate

เป็นตัวช่วยในการหาเว็บไซต์ที่โจรกรรมข้อมูล เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เพลง ซีรีส์ ฯลฯ หากคุณนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการขอใช้เป็นกิจจะลักษณะ มีหลักฐาน หรือละเมิดสิทธิ์ใด ๆ มาใช้ ก็จะถูกตรวจจับจาก AI ตัวนี้อย่างแน่นอน

4. ฮัมมิ่งเบิร์ด

เป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งาน Google ได้อ่านงานเขียนที่มีคุณภาพสูง จากเว็บไซต์อันดับต้น มีภาษาที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีการใส่ คีย์เวิร์ด มากเกินไปจนรบกวนสายตา คุณอาจจะเคยเห็นงานแปลที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือ Robot แปล ซึ่งจะมีความผิดพลาดทั้งในเนื้อหาและมีความแข็งทื่อของสำนวนภาษา ซึ่งระบบอัลกอริทึมนี้ของ Google จะตรวจสอบได้ว่าเป็นงานเขียนคุณภาพต่ำ และจะจัดให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแบบนั้นมีอันดับอยู่ล่าง ๆ

5. พอสซั่ม

เป็นระบบวิเคราะห์ว่าธุรกิจใดที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้งาน Google กำลังสืบค้น ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ควรระบุให้ละเอียดที่สุดเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากำลังมองหาร้านขายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือหารีสอร์ทติดทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระบบจะนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงที่สุด และมีที่ตั้งอยู่ใกล้สัมพันธ์กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตัวผู้สืบค้นข้อมูลก่อน

จะเห็นได้ว่าระบบ algorithm ของ Google เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการแข่งขันคุณภาพในระบบ SEO ซึ่งสามารถคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์และช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน Google ซึ่งเป็น search engine อันดับต้น ๆ ของโลกมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบ algorithm ของ AI และปฏิบัติตามระเบียบที่ Google แนะนำ เพื่อทำให้การทำ SEO ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์

แบบไหนถึงควรจ้างทำ SEO และเลือกอย่างไรดี

Jimbe Allen
20/12/2019
เมื่อไหร่ที่คุณควรจ้างบริษัททำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็ว สร้างแบรนด์ให้รู้จักในวงกว้าง ทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ยอดขายตามมาได้ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไหร่ควรที่จะจ้างทำ SEO และควรมองหาบริษัทที่ไหนดี เรามีคำตอบให้ในบทความนี้

เมื่อไหร่ที่คุณควรจ้างบริษัททำ SEO

หากคุณประสบปัญหาว่า เว็บไซต์ที่เปิดมาได้สักพัก ไม่มีจำนวนผู้เข้าชม หรือแม้มีผู้เข้าชมก็แทบไม่มีการสั่งออเดอร์สินค้าใด ๆ รวมถึงแม้จะมีการแชร์ไปทางแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น facebook หรือ Instagram แล้ว ก็ยังไม่มีคนสนใจ แสดงว่าคุณต้องมีการปรับปรุงทั้งส่วน on-Page และ off-Page SEO ซึ่งบริษัทรับทำ SEO สามารถที่จะช่วยตรงนี้ได้

การหาบริษัทรับทำ SEO

คุณควรที่จะสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่มีการจ้างบริษัททำ SEO มาก่อน ให้เขาช่วยแนะนำ จะลดความเสี่ยงในการหาบริษัทที่ไม่มีที่มาที่ไปได้ ทั้งทำให้คุณรู้ฝีมือคร่าว ๆ ได้ว่าสร้างผลลัพธ์ให้ยอดขายหรือลูกค้าเพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากประสบการณ์คนใกล้ตัว

แต่หากคุณไม่มีคนรู้จัก แนะนำให้เลือกจากรายชื่อบริษัทที่โฆษณาผ่าน Google ที่เห็นอยู่ในด้านบนของหน้าต่างสืบค้น ของGoogle search บริษัทเหล่านี้มักมีความเป็นมืออาชีพ มีหลักฐานที่ยืนยันตัวตนได้อย่างชัดเจน ลดโอกาสถูกหลอกลวงได้

หลังจากที่คุณประเมินตัวเองแล้วว่า เว็บไซต์ของคุณยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จำเป็นต้องจ้างบริษัททำ SEO และได้รายชื่อบริษัทที่น่าสนใจแล้ว ขั้นต่อไป ควรสอบถามข้อมูลพื้นฐานกับทางบริษัทเสียก่อน ว่าการทำ SEO ที่บริษัทเล็งเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณควรต้องทำเป็นอันดับต้น ๆ มีอย่างไรบ้าง แล้วจะรับประกันผลได้อย่างไร ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอันดับการสืบค้นที่ดีขึ้น หากคำตอบที่ได้สอดคล้องกับหลักการทำ SEO อย่างถูกต้อง ก็มีความน่าสนใจที่คุณจะจ้างงาน ซึ่งคุณสามารถศึกษาขั้นเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ให้ข้อมูล SEO ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบทะเบียนการค้าของบริษัทเพื่อให้มีการติดตามผู้รับผิดชอบได้ เนื่องจากสัญญาการทำ SEO จะเป็นระยะ 6 เดือน หรือ 1 ปี ขึ้นไป ตามหลักการ SEO ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบ algorithm ประมวลผล จึงควรเลือกบริษัทที่มั่นใจในความสามารถและมีความรับผิดชอบสูง

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้นักธุรกิจออนไลน์ที่ไม่แน่ใจในคุณภาพเว็บไซต์ตัวเอง หรือกำลังมองหาบริษัททำ SEO ให้อันดับสืบค้นดีขึ้น ได้เห็นแนวทางในการพิจารณาและปรับใช้กับการเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงด้วย

แบบไหนถึงควรจ้างทำ SEO และเลือกอย่างไรดี