เทคนิคการทำ SEO ใน wordpress

Jimbe Allen
19/11/2019
การทำ SEO ผ่าน wordpress

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ทำให้เว็บไซต์ทางธุรกิจถูกสืบค้นได้ง่ายยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการตามมาได้ โปรแกรม wordpress เป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การทำ SEO ง่ายยิ่งขึ้น ถูกออกแบบมารองรับการพัฒนาเว็บไซต์ออนไลน์ได้ง่ายแม้จะเป็นมือใหม่ทำเว็บไซต์

การทำ SEO ผ่าน wordpress มีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง

1. ส่วนหัวเรื่อง หรือ Title

การสร้างหัวข้อที่ดึงดูดใจจะต้องมีการใส่ keyword ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาในบทความ โปรแกรม wordpress สามารถเปลี่ยนหัวข้อให้เป็นลิงก์ URL เพื่อความสะดวกในการค้นหาได้มากยิ่งขึ้น

2. ส่วนหัวเรื่องย่อย หรือ Heading

ส่วนนี้มีประโยชน์มาก เพื่อสร้างความเข้าใจเนื้อหาของผู้อ่าน ให้จับประเด็นให้ได้ง่ายยิ่งขึ้น และควรใส่คีย์เวิร์ดและตั้งให้สอดคล้องกับ title เพื่อให้ผลวิเคราะห์ SEO ดีขึ้นด้วย ในเรื่องที่มีความยาวบทความมาก 1000 คำขึ้นไป อาจมี heading 3-4 หัวข้อตามประเด็นในการนำเสนอได้ ซึ่งโปรแกรม wordpress มีช่องให้คลิกสร้างเป็น H1 H2 เพื่อความรวดเร็ว

3. รูปแบบของ keyword

โปรแกรม wordpress มีฟังก์ชั่นให้ทำรูปแบบหลากหลาย เช่น ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ ใส่สีไฮไลท์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่จะทำให้ระบบอัลกอริทึมของ Google วิเคราะห์ได้ว่า เป็นคำสำคัญที่ตรงกับการค้นหาใน Google search นำไปสู่อันดับ SEO ที่ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรจะมีคำซ้ำเกิน 2-3 ครั้ง เพราะอาจจะทำให้วิเคราะห์ว่าเป็นสแปมได้

4. ใส่รูปภาพแบบเพิ่มอันดับ SEO

เมื่อได้รูปภาพที่เหมาะสมกับบทความแล้ว ต้องนำมาทำ SEO ด้วยการกำหนดแท็กที่เรียกว่า alt หรือ Alternative ประกอบ โดย wordpress มีช่องให้คลิกสร้างได้ง่าย ๆ เราขอแนะนำว่าควรใช้ชื่อภาษาอังกฤษ เพื่อไม่ให้มีปัญหาตัวสะกด วรรณยุกต์ที่ผิดพลาด หลายคนอาจไม่รู้ว่าการทำส่วนนี้จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นได้ รู้อย่างนี้แล้วต้องกรอกข้อมูลเสมอ

5. การทำ Link บทความแบบลัดสั้น

เพียงเตรียมบทความให้พร้อม สำหรับการสร้างลิงค์ ใน wordpress มีปุ่มให้กด insert Link เมื่อผู้อ่านเอาลูกศรไปคลิกที่ช่วงหนึ่งของบทความแค่ประโยคสั้น ๆ ก็จะทำให้เชื่อมโยงไปยังลิงก์ที่มีส่วนขยายความของประโยคนั้น ๆ ได้ทันที

6. การแชร์ไป platform อื่น ๆ

การแชร์บทความเดียวกันไปหลาย platform พร้อมกันจะช่วยประหยัดเวลา ซึ่ง wordpress มีปุ่มให้คลิกได้ว่าจะเชื่อมโยงไปสู่แพลตฟอร์มใดบ้าง เช่น Facebook twitter ฯลฯ เมื่อเลือกแล้ว เพียงกดเผยแพร่บทความครั้งเดียว ก็จะไปปรากฏได้หลายแห่งพร้อมกัน ช่วยประหยัดเวลาและทำให้ลดความผิดพลาดในการทำ Link ใหม่ได้มาก

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการใช้โปรแกรม wordpress เพื่อการทำ SEO เป็นสิ่งให้ประโยชน์กับการทำธุรกิจออนไลน์ ช่วยประหยัดเวลาและยังเสริมอันดับการสืบค้นเพิ่มยอดขายได้อย่างชัดเจน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านสนใจการเรียนรู้ wordpress เพื่อส่งเสริมธุรกิจให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคการทำ SEO ใน wordpress

มือใหม่ทำเว็บไซต์ออนไลน์ ควรรู้ Yoast SEO คืออะไร

Jimbe Allen
03/11/2019
Yoast SEO สำคัญมาก ต้องเรียนรู้

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมยอดการขายให้สูงขึ้นและทำให้แบรนด์ธุรกิจติดตลาดได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการทำเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับระบบ SEO หรือ search engine optimization ซึ่ง Google มีการกำหนดมาตรฐานในการเปรียบเทียบระดับคุณภาพของบทความและส่วนประกอบอื่น ๆ ในเพจต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบฐานข้อมูล

Yoast SEO สำคัญมาก ต้องเรียนรู้

ทั้งนี้ ระบบ algorithm ของ Google นับว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์สูง ดังนั้น การเรียนรู้เทคนิคการใช้เครื่องมือเสริมอย่างปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อการแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ในองค์ประกอบบทความได้อย่างรวดเร็ว จึงจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจกับแบรนด์สินค้ารายอื่นได้

ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ฟรี มีผู้ใช้งานกันทั่วโลกหลายสิบล้านเว็บไซต์ ซึ่งสามารถที่จะติดตั้งได้ง่าย เพียงเข้าไปที่ dashboard แล้วคลิกเลือกเพิ่มปลั๊กอิน พิมพ์ชื่อ Yoast SEO ก็ทำการติดตั้งได้เลย

เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา จะมีช่องให้แก้ไขทำการใส่ข้อมูล ที่เรียกว่า Yoast Metabox ซึ่งสามารถใช้งานง่าย โดยให้เจ้าของเว็บไซต์ทำการใส่หัวเรื่อง (Title) และคำอธิบายเพจ (Meta Description) เพื่อให้ ปลั๊กอิน Yoast SEO วิเคราะห์ว่ามีประสิทธิภาพในการสื่อสารดีเพียงใด โดยจะแสดงผลการประเมินเป็นแถบสีเขียว (แปลว่าควรเพิ่มเติมข้อมูลอีก) หรือสีแดง (แปลว่าข้อมูลส่วนนี้มากเกินไปหรือไม่เหมาะสม) จะทำให้เกิดการแก้ไขได้ทันก่อนการนำขึ้นไปใช้จริงในเว็บไซต์

นอกจากนี้ ยังมีส่วนของการวิเคราะห์คำสำคัญ หรือ Focus keyword ที่สามารถเช็คได้ด้วย ปลั๊กอิน Yoast SEO เช่นกัน ซึ่งสามารถทดสอบได้อย่างรวดเร็วว่าผลงานบทความ SEO ที่ผลิตนั้น มีผลดีต่ออันดับ SEO เพียงใด

โดยระบบจะวิเคราะห์ออกมาว่า keyword ที่ใช้นั้นมีความจำเพาะเจาะจงเหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ควรเพิ่มความยาวของคีย์เวิร์ดเป็น Long-tailed keywords (เพิ่มความจำเพาะต่อลูกค้ามากขึ้น เช่น “รองเท้าวิ่ง สตรี ยี่ห้อXX รุ่นYY” จะจำเพาะกว่าคำว่า “รองเท้าวิ่ง” เป็นต้น) ทั้งยังมีส่วนหมายเหตุที่แนะนำอย่างละเอียดว่า ควรใส่ keyword ซ้ำกี่ครั้ง และกระจายในบทความอย่างไร จึงจะเหมาะสม จึงนับว่าเป็นผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับผู้ต้องการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจแนว SEO ที่มุ่งหวังความสำเร็จอย่างมากมือใหม่ทำเว็บไซต์ออนไลน์ ควรรู้ Yoast SEO คืออะไร

สิ่งสำคัญที่ควรทราบ คือ ปลั๊กอิน Yoast SEO มีส่วนเครื่องมือเสริม (tools) ที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสะดวกขึ้น เช่น ระบบใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น Bulk Edit เป็นเทคนิคในการแก้ไข SEO ทั้งหมดในเว็บไซต์ในครั้งเดียว จึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก เพราะว่าไม่ต้องคลิกไปแต่ละหน้าของเพจ และสามารถส่งข้อมูล Import และ Export อย่างง่ายดาย เพื่อการสำรองข้อมูลหรือการตั้งค่าต่าง ๆ ทางเทคนิคได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนทำเว็บไซต์ที่ต้องการเสริมศักยภาพในการแข่งขันกับธุรกิจรายอื่น โดยควรศึกษาร่วมกับพื้นฐานการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านทำธุรกิจออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จทั้งในยอดขายและสร้างแบรนด์ได้ติดตลาด จากการพัฒนาตามระบบ SEO ที่ถูกต้อง

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

Jimbe Allen
15/10/2019
On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ

การซื้อขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายเชื่อมโยงกันได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความไวสูง แบบ 5G ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการซื้อขาย และทำให้ลดข้อจำกัดในการต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หน้าร้านแบบ Offline อย่างในอดีตอีกด้วย

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาด ที่ไม่ต้องเสียค่าประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทหรือ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ในการที่จะให้เว็บไซต์ถูกปรากฏต่อสายตาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในอันดับต้น ๆ เพียงแค่ทำตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine กำหนด เว็บไซต์ที่เปิดใหม่ก็สามารถติดอันดับต้นในการสืบค้น สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์และทำให้มีลูกค้าประจำได้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ขอเพียงศึกษาการทำ SEO อย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าและบริการ ก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

1. On-Page SEO คือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับความต้องการหรือการใช้งานจริงของกลุ่มผู้บริโภค

ตัวอย่างเช่น ต้องสามารถใช้งานได้ง่ายทั้งในระบบโทรศัพท์มือถือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า Mobile Friendly ทั้งต้องออกแบบให้เว็บไซต์ถูกจดจำได้ง่าย ด้วยตัวรูปแบบตัวอักษรและโลโก้ที่ไม่เหมือนใคร ธีมสีที่ใช้ก็ต้องสบายตาและสื่อถึงแบรนด์สินค้าได้มากที่สุด

นอกจากนี้ คุณภาพของบทความก็สำคัญ ควรใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่า ตรงกับการสืบค้นของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในการผลิตบทความที่ดี โดยใส่รายละเอียดในเนื้อหาที่มีความทันสมัยและไม่ใส่ Keyword ซ้ำมากเกินไป จนทำให้บทความไม่เป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าบทความสแปม (Spam)

SEO คืออะไร ทำไมจึงควรทำตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์

2. Off-Page SEO หมายถึง การทำลิงก์เชื่อมโยงเว็บไซต์ทำธุรกิจกับเว็บไซต์ภายนอก เป็นเทคนิคในการสร้างความรู้จักคุ้นเคยระหว่างแบรนด์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น เพียงไปให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวงการของสินค้าและบริการที่เว็บไซต์คุณทำอยู่

ตัวอย่างเช่น คุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสุนัข ก็สามารถไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุนัขและการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้ เมื่อมีผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง คุณก็สามารถให้ URL Address เว็บไซต์ไว้ เพื่อให้กลุ่มคนเป้าหมายคลิกเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่การขายสินค้าในอนาคตได้

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ตั้งแต่เริ่มต้นของการทำธุรกิจ เป็นโอกาสในการทำให้แบรนด์ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว และทำให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Search Engine ดียิ่งขึ้นด้วย ผู้ที่ทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ ๆ จึงควรศึกษาการทำ SEO ไปพร้อมกันกับการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประสบความสำเร็จธุรกิจออนไลน์อย่างแน่นอน

วิธีการเช็คอันดับ SEO ให้เว็บไซต์คุณ

Jimbe Allen
28/09/2019
วิธีการเช็คอันดับ SEO ให้เว็บไซต์คุณ

การทำเว็บไซต์ระบบ SEO (Search Engine Optimization) จะช่วยให้มีโอกาส แสดงผลในหน้าต่างกันสืบค้นอันดับต้น ๆ ซึ่งทำให้เพิ่ม Traffic ในการเข้าชม และเพิ่มโอกาสในการขายมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว แต่มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ทราบว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะมีการเช็คความเปลี่ยนแปลงหรือผลอันดับ SEO ได้อย่างไร

เราจึงได้รวบรวมวิธีการเช็คอันดับ SEO มาฝากกันไว้ในที่นี้ ดังนี้

1. การเช็ค SEO ใน Google Chrome

การเช็คใน Google Chrome เป็นวิธีการที่สะดวก แต่หากเข้าด้วยระบบทั่วไปเหมือนที่เราสืบค้นข้อมูลหาร้านอาหารออนไลน์หรือร้านค้าออนไลน์ จะทำให้ได้ลำดับที่สูงเกินจริง เนื่องจาก ระบบ Search Engine จะปรากฏผลเว็บไซต์ตามสถิติที่เราเข้าเว็บไซต์ตัวเองบ่อยเป็นพิเศษ (จากอันดับ 10 ก็อาจจะแสดงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5) จึงควรเข้า Google Chrome ผ่านระบบที่เรียกว่า Incognito Mode หรือ แบบไม่ระบุตัวตน ซึ่งจะทำให้ได้ความแม่นยำในอันดับ SEO ดีกว่า

เมื่อเข้ามาใน Google Chrome แล้วให้กด ปุ่ม Ctrl พร้อมกับ ปุ่ม Shift และปุ่ม N เพื่อให้ Google Chrome เปิดหน้าต่างใหม่ เป็น Incognito Mode ขึ้นมา จากนั้นให้พิมพ์ Keyword ค้นหาที่คุณใช้อยู่ จะปรากฏผลเป็นเว็บไซต์ 1-20 อันดับต้นออกมา

วิธีนี้ มีข้อจำกัด คือ เว็บไซต์ที่เพิ่งทำ SEO ใหม่ ๆ จะมีข้อมูลสะสมในระบบน้อยอาจจะยังไม่อยู่ในรอบที่ AI ของ Search Engine มาเก็บข้อมูล ทำให้ไม่สามารถค้นพบได้ด้วยวิธีนี้

2. การเช็ค SEO ผ่านเว็บไซต์ serplab.co.uk

เป็นเว็บไซต์ให้บริการเช็ค SEO ออนไลน์ จากต่างประเทศ ที่ใช้งานได้ง่าย เพียงใส่ Keyword ที่ต้องการลงไป (ใส่ได้พร้อมกันถึง 5 คำเลยทีเดียว) พร้อมกับกรอกข้อมูล URL Address ของเว็บไซต์คุณควบคู่กัน

ระบบก็จะแสดงผลอันดับเว็บไซต์ SEO ออกมาได้อย่างชัดเจน ว่าแต่ละคีย์เวิร์ดที่คุณใช้นั้น ผล SEO ในการสืบค้นอยู่อันดับใดบ้าง จะทำให้นำไปปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. การเช็คผ่านระบบ Google Search Console

Google ให้บริการฟรีในการเช็ค SEO โดยมีชื่อว่า Google Search Console ซึ่งต้องศึกษาการติดตั้งกับเว็บไซต์สร้างบทความอย่าง WordPress โดยหาคำแนะนำจาก Google เพียงเล็กน้อย แล้วก็จะวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วเราจึงได้รวบรวมวิธีการเช็คอันดับ SEO มาฝาก

โดยผลในการวิเคราะห์ของ Google Search Console จะมีความแม่นยำและให้ข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เช่น จำนวนการคลิกที่ผู้ใช้งาน Google ที่สืบค้น Keyword หนึ่ง ๆ เข้ามาในเว็บไซต์คุณ คำหรือข้อความที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ แล้วเจอเว็บไซต์คุณเป็นต้น จะทำให้นำไปปรับประยุกต์กับเว็บไซต์ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า วิธีการเช็ค SEO มีอยู่หลายวิธี สามารถเลือกวิธีที่สะดวกและให้ผลแม่นยำที่สุด โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ทำ SEO มานาน ก็สามารถเช็คผ่านช่องทางที่หลากหลายจากข้อมูลที่สะสมมากเพียงพอ เพื่อให้การทำ SEO ของคุณมีเป้าหมายและปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง

Keyword SEO สำคัญมากแค่ไหนสำหรับการขายออนไลน์

Jimbe Allen
23/08/2019
Keyword SEO สำคัญมากแค่ไหนสำหรับการขายออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ด้วยการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหา การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รวมถึงการแนะนำลิงก์เว็บไซต์ผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ เช่น ห้องสนทนาใน Pantip และ Facebook เป็นต้น

การเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมมีอิทธิพลอย่างมากต่อการจัดอันดับ SEO ให้แก่เว็บไซต์ทางธุรกิจ ทำให้การค้นหาใน Bing, Yahoo และ Google มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและมีเปอร์เซ็นต์การขายได้มากขึ้น

โดยควรพิจารณา Keyword SEO จากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

1. ดูสถิติใน Google ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกันกับคุณ ใช้ Keyword อะไรบ้าง เพื่อนำคำเหล่านั้นมาเป็นองค์ประกอบในทุกบทความ

2. ควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นวลียาวแทนคำสั้น ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ทำให้โอกาสในการขายมากขึ้นตามไปด้วย เช่น คุณเปิดร้านขายรองเท้ากีฬา ก็ควรใช้คีย์เวิร์ดยาว ๆ ว่า รองเท้ากีฬา ออนไลน์ ของแท้ ราคาถูก เชียงใหม่ แทนการใช้คำว่า รองเท้ากีฬา เป็นต้น

3. Keyword ในแต่ละบทความ ควรจะมีไม่เกิน 2-3 คำ โดยมีการใช้ซ้ำไม่เกิน 2 หรือ 3 ตำแหน่ง โดยกระจายทั่วไปในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้อรรถรสในการสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะหรือสแปม จนทำให้อันดับ SEO ในการสืบค้นตกลงไปด้านล่าง

4. ควรใส่ Keyword SEO ในการตั้งชื่อของรูปภาพและคลิปวีดีโอด้วย รวมถึง หากมีหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ก็ควรใส่ Keyword ลงไปด้วยเช่นกัน จะเป็นผลดีต่ออันดับ SEO ในระยะยาว

5. ควร ใส่ Keyword ในส่วน Meta Description ซึ่งเป็นการสรุปความของเนื้อหาเพจสั้น ๆ ที่จะปรากฏอยู่ในหน้าจอการสืบค้นด้วย เพราะเมื่อผู้อ่านเห็น Keyword อยู่ในส่วน Meta Description จะมั่นใจและช่วยทำให้ทราบได้ว่าหากคลิกเข้ามาในเพจจะได้พบกับเนื้อหาอะไรบ้าง

6. การมี Keyword ที่เหมาะสมในหัวข้อบทความที่ดึงดูดใจ จะเพิ่มค่า CTR หรือ Click Through Rate ได้ ซึ่ง หมายถึงสัดส่วนการคลิกเข้ามาชมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เมื่อเห็นว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจตรงกับสิ่งที่กำลังต้องการทราบ

7. การใช้ Keyword อาจทำเป็นตัวหนาหรือตัวเอียง ทำให้บทความดูมีสีสัน สร้างความน่าอ่านเพิ่มระยะเวลาในการอยู่หน้าจอของกลุ่มเป้าหมายได้ยาวนานขึ้น หรือเพิ่มค่า Time On Site ซึ่งส่งผลดีต่อการจัดอันดับ SEO อีกเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การเลือก Keyword SEO มีบทบาทอย่างมาก ต่อการทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยม หากต้องการให้เว็บไซต์ทางธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายเพิ่มขึ้นและสามารถขยายฐานลูกค้าให้เป็นวงกว้างขึ้นในระยะยาว ต้องใส่ใจการใช้ Keyword SEO ในทุกข้อที่กล่าวมา

ควรพิจารณา Keyword SEO จากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

รอบรู้ เรื่องคีย์เวิร์ดการทำ SEO

Jimbe Allen
09/08/2019

การทำ SEO สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการกำหนดคีย์เวิร์ด (Keyword) ในการเขียนคอนเทนต์ที่จะเป็นตัวกำหนดหัวข้อในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นต้องการสื่อสารกับใคร ต้องการข้อมูลประเภทไหน ขอบเขตคืออะไร จากนั้นกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อเป็นการย้ำเตือนในสิ่งสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารออกไป เพื่อให้เนื้อหาตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือ คำหรือวลีที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google จากการกำหนดคำให้ตรงตามกับความต้องการ และปัญหาของผู้คนอย่างชัดเจนจากการค้นหาผ่าน Search Engine ซึ่งคำหรือวลีนั้นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือ บริการที่เราทำอยู่ สิ่งที่เว็บเพจต้องการคือทำให้เว็บนั้นติด 1 ใน 3 บนหน้าผลการค้นหาของ Google เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการให้มากที่สุด โดยมีสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมดังนี้

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

การที่เราสร้างข้อมูลขึ้นมาก็เพื่อสื่อสารให้กับกลุ่มลุกค้าได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้งาน การกำหนดคีย์เวิร์ดที่ดีจะเป็นการสื่อสารกับลูกค้าที่ต้องการสื่อสารโดยตรง จากนั้นจะมีกลุ่มลุกค้าที่ให้ความสนใจจริงและสนใจที่จะใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเราในที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก

การทำ SEO ก็เพื่อให้ข้อมูลของเว็บไซต์นั้นติดหน้าแรกของ Google จะต้องคำนึงถึงผู้คนที่ต้องการจะสื่อสาร โดยมีหัวเรื่องที่ชัดเจน มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นด้วย จากนั้นจะต้องมีการอธิบายขยายความหัวข้อนั้นให้เพื่อให้ระบบทำดัชนีของกูเกิลรับรู้และทำการเชื่อมโยงในผลการค้นหา

การกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์

การกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความในคอนเทนต์นั้นให้ชัดเจน ในคีย์เวิร์ดที่กำหนดขึ้นมาว่าสิ่งนั้นสำคัญอย่างไรและต้องการที่จะสื่อสารอะไรออกไปจากคีย์เวิร์ดนั้น เนื่องจากในท้องตลาดมีการทำคอนเทนต์ขึ้นมามากมายจำเป็นที่จะต้องกำหนดคีย์เวิร์ดและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตรงประเด็นควบคู่ไปด้วย

Niche คีย์เวิร์ด

การเขียนคอนเทนต์คำนั้นจะต้องเป็นคำที่มีความหมาย ทำให้มองเห็นภาพรวมของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ โดยการกำหนดคีย์เวิร์ดขึ้นมาเพื่อขยายความได้หลากหลายคำ โดยแตกออกจากคีย์เวิร์ดหลักเพียงคำเดียว ซึ่งจะต้องคิดและกำหนดให้ดีและให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนสนใจค้นหาจริง ๆ มากที่สุด

คีย์เวิร์ดจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน

คำที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นคีย์เวิร์ดจะต้องมีความหมาย มีนัยยะที่ใช้สื่อสารกับผู้คนให้เข้ามายังเว็บไซต์และใช้บริการจากการกำหนดคำแทนความหมาย ลักษณะ นิสัย ความต้องการ อุปสรรคปัญหาโดยใช้คำที่แทนความหมายได้เป็นอย่างดี หากเป็นสินค้าก็คือ ยี่ห้อ รุ่น ชื่อของสินค้านั้นแทนด้วยคีย์เวิร์ด เช่น ซ่อม โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อ รุ่น ZZZ หรือ เสื้อผ้า มือสอง ต่างประเทศ เป็นต้น

การใช้คีย์เวิร์ดในการทำ SEO จำเป็นอย่างมากในการสื่อสาร ซึ่งจะต้องมีความรอบรู้โดยเฉพาะอุปสรรคปัญหาความต้องการของกลุ่มลูกค้าว่าลูกค้ามักใช้คำว่าอะไรในการค้นหาข้อมูล เพื่อดึงกลุ่มคนให้เข้ามาสู่เว็บไซต์ ด้วยการกำหนดคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจงและให้ครอบคลุมที่สุด

การกำหนดคีย์เวิร์ดสำคัญต่อการทำการตลาด

เคล็ดลับการทำ SEO ให้ใช้งานคล่องบนมือถือ

Jimbe Allen
30/07/2019
เคล็ดลับการทำ SEO ให้ใช้งานคล่องบนมือถือ

พฤติกรรมติดมือถือของคนรุ่นใหม่มีผลต่อการทำตลาดออนไลน์ที่ปรับจากคอนเทนต์บนคอมพิวเตอร์มาอยู่ในมือถือแทน รูปแบบการเขียนบทความโฆษณาทั้งคอนเทนต์และสื่อต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการใช้งานบนมือถืออย่างคล่องมือ รวมทั้ง การทำ SEO จะต้องผสมผสานวิธีการหลากหลายเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมจากผู้ใช้และติดอันดับหน้าแรก ๆ ของเครื่องมือค้นหา โดยล่าสุดทาง Google เพิ่มหลักเกณฑ์การพิจารณาอันดับของเว็บไซต์ในด้านรองรับการใช้บนมือถือได้ดี ทั้งอ่านง่ายและค้นหาข้อมูลสะดวก ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั่นเอง

ในบทความนี้จึงมีเคล็ดลับการทำคอนเทนต์ให้เหมาะกับการอ่านบนหน้าจออุปกรณ์มือถือมาฝากกันดังนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าหน้าจอมือถือมีพื้นที่จำกัด การออกแบบเว็บไซต์จึงต้องคำนึงการแสดงผลบนหน้าจอ มีระบบปรับเว็บไซต์ให้พอดีกับหน้าจอโดยอัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นบทความที่ต้องเลื่อนซ้ายและขวาให้อ่านจบแต่ละบรรทัดจะอ่านยาก สร้างความลำบาก ทำให้เว็บไซต์ไม่ได้รับความนิยม เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบนมือถือมักจะมีโครงสร้างเว็บไซต์ไม่ซับซ้อน เชื่อมโยงภายในจากหน้าหลักไปหาหน้าย่อยอย่างเป็นระบบ มีแผนผังที่ชัดเจน ใช้งานสะดวก ทำให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ยุ่งยากในการค้นหาว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ในส่วนของเนื้อหาคอนเทนต์ การเขียนบทความต้องไม่ยาวเกินไป แทรกหัวข้อย่อยให้อ่านง่ายขึ้น พร้อมกับนำคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมมาใช้ในการทำ SEO จำนวนประมาณ 2-3 คำต่อบทความที่มีความยาว 500 คำ ตำแหน่งของคีย์เวิร์ดต้องเอื้อประโยชน์ต่อการค้นหาของเสิร์จเอนจิ้นด้วย โดยปกติจะวางกระจายไว้ในย่อหน้าแรก ตรงกลาง และย่อหน้าสุดท้าย รวมถึงใส่ไว้ในชื่อเรื่องด้วย คอนเทนต์ควรเป็นบทความที่เขียนขึ้นใหม่ มีความทันสมัย และมีประโยชน์ สร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากแชร์แบ่งปันให้คนอื่น นอกจากนั้นการใส่กราฟิกละรูปภาพต้องเป็นไฟล์ขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กเกินไปจนต้องซูมเข้าไปดูรายละเอียด ไม่ใหญ่เกินไปจนเกิดปัญหาโหลดช้า

การใส่คลิปวิดีโอสั้น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ความยาวไม่เกิน 1 นาทีกำลังดี เหมาะสำหรับการใช้งานมือถือ ยิ่งมีคนคลิกเข้าชมมากเท่าไรก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือ คลิปวิดีโอเป็นสื่อการตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับ Facebook จึงเหมาะต่อการสร้างลิงก์เชื่อมโยงวิดีโอกับลิงก์เข้าชมเว็บไซต์เพื่ออ่านเนื้อหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้สนใจเข้าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเรา รวมถึงเข้าสำรวจสินค้าและบริการของแบรนด์เพิ่มเติม ทำให้มีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้นและทำ SEO ให้เว็บทะยานขึ้นอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาด้วยเคล็ดลับการทำคอนเทนต์ให้เหมาะกับการอ่าน

การปรับเว็บไซต์ให้ตรงกับเงื่อนไขของ Google เป็นเรื่องสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด ถูกมองว่าเป็นสแปมแล้วถูกลงโทษลดอันดับลงไป ขณะเดียวกันผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็ได้รับประสบการณ์ดี ๆ หาสินค้าและบริการที่ตรงใจได้ง่ายไม่เสียเวลา หากอันดับไม่ขยับขึ้น อาจเป็นเพราะคู่แข่งทำเว็บไซต์ได้ดีกว่า ควรสำรวจข้อมูลของคู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกันเสมอ ดูว่ามีการออกแบบโครงสร้างอย่างไร เขียนคอนเทนต์อย่างไร จึงสร้างความประทับใจให้ลูกค้า เพื่อนำมาปรับแต่งเว็บไซต์ของเรา โดยเฉพาะเรื่องการใช้งานที่เหมาะกับมือถือซึ่งมีผลให้เข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

Jimbe Allen
09/07/2019
กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากไม่กล้าแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ด้วยเชื่อว่า Google นิยมจัดอันดับแบรนด์ดังและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำ SEO จึงพากันถอดใจกันไปเสียก่อน ความจริงแล้วการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่แม้งบประมาณเพียงเล็กน้อยก็เป็นไปได้ หากรู้จักการทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้าหรือบริการ ในฐานะธุรกิจขนาดเล็กจะสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจธุรกิจง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่

หากใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบดังกล่าวเพิ่มประสิทธิในการค้นหาเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ส่งผลให้ติดอันดับ SEO ในลำดับต้น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

1.วิจัยคำหลัก

บริษัทขนาดใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดปริมาณมากซึ่งใช้งบประมาณสูง บริษัทขนาดเล็กมีเงินทุนน้อย จำเป็นต้องลงลึกโดยเลือกวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น

-สถานที่น่าเที่ยวที่สุด ช่วงเดือนเมษายน
-กิจกรรม ต้องพาเด็กไปสัมผัสที่พัทยา
-ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ
-โรงแรมหรูสำหรับครอบครัว ในเชียงใหม่

จากตัวอย่างข้างต้น ลูกค้ามีโอกาสค้นเจอวลีเฉพาะเจาะจงว่า “ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ” โดยไม่ต้องแยกจัดอันดับคำหลัก 2 คำ คือ “ร้านอาหารในกรุงเทพฯ” และ “สัตว์เลี้ยงเข้าได้” การทำวิจัยคำหลักที่ดีจะนำทางผู้ชมค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็ว และส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กมีศักยภาพการแข่งขันสูงในคราวเดียวกัน

2. เนื้อหาเฉพาะด้าน

นอกเหนือจากวิจัยคำหลักแล้ว ต้องสร้างเนื้อหาเฉพาะด้าน เขียนข้อมูลเชิงลึกเรียบเรียงโครงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าอ่าน พร้อมทั้งตั้งชื่อบทความน่าสนใจ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา บทความที่ดียังช่วยให้อยู่อันดับที่ดีใน Google ด้วย ผู้เขียนคอนเทนต์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการทำ SEO อย่างแท้จริง

3.การตลาดเชิงสร้างสรรค์

บริษัทขนาดใหญ่มีข้อจำกัดในการทำงาน การจะริเริ่มสิ่งใหม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายแผนก ผู้บริหารไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ดีทุกครั้ง แตกต่างจากธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะไม่สำเร็จ บางครั้งสิ่งที่ทำอาจไม่ได้ผล แต่จะเริ่มลองวิธีถัดไปอย่างรวดเร็วและอิสระ ถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งและสร้างธุรกิจมีชื่อเสียงดึงดูดผู้ชมติดตามจำนวนมาก ส่งผลให้เว็บขึ้นหน้าแรกของ Google ได้เหมือนกัน

4.เติบโตแบบก้าวกระโดด

ธุรกิจขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้า ส่วนธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจง่าย สามารถตอบสนองลูกค้ารวดเร็วโดนใจกลุ่มเป้าหมายในทันที ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มเติบโตรวดเร็วและกำลังก้าวขึ้นไปแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนสูงในการอัดโฆษณาสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภค กิจการขนาดเล็กมีทางเลือกที่ฉลาดด้วยการนำเสนอบทความที่น่าสนใจโพสต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นเทคนิคการทำตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ดึงดูดความสนใจลูกค้าอย่างมาก ขณะเดียวกันควรอาศัยความคล่องตัวให้เป็นข้อได้เปรียบในการทำตลาดดิจิทัลแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ

ผู้ประกอบการ SME สามารถนำเทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็งและแย่งความสนใจจากคู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเกินตัว

การทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจ

การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

Jimbe Allen
03/06/2019
การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่มีประสบการณ์มีประโยชน์อย่างไร

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO คือการวางกลยุทธ์ตลาดโดยใช้คีย์เวิร์ดหลักและงานเขียนบทความที่เชื่อมโยงเว็บธุรกิจกับเป้าหมายหลักเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าและบริการเป็นอันดับแรกๆ การทำ SEO แบบพื้นฐานสร้างทางลัดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้โลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง การทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเจ้าของธุรกิจไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง การจ้างนักการตลาดดิจิทัลมาช่วยทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จถือการลงทุนที่คุ้มค่า

ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าจะทำอย่างไร เริ่มต้นจากประเมินเว็บไซต์และปัจจัยทั้งหมดที่มีผลต่อการจัดอันดับ รวมถึงตำแหน่งของผลลัพธ์ในปัจจุบัน วิเคราะห์เจาะลึกมองเห็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ การใช้คีย์เวิร์ดไปยังหน้าเว็บ ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีปัญหา สิ่งที่พลาดไม่ได้คือตรวจสอบคู่แข่งทางธุรกิจด้วยว่าใช้คีย์เวิร์ดหลักที่คล้ายกันและมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ดูว่าเว็บนั้นทำอย่างไรจึงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดลำดับสิ่งสำคัญที่จะปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานพึงพอใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น รวมถึงทำให้ Google จัดลำดับเว็บไซต์ในอยู่ในอันดับต้น ๆ

เนื่องจาก การทำ SEO เป็นกลยุทธ์ระยะยาว กว่าจะเห็นว่ากลยุทธ์ SEO เริ่มแสดงผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือนจึงเห็นว่าผลลัพธ์นั้นเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ดำเนินอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญ SEO เข้ามาช่วยปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ทำการสร้างลิงก์ใหม่กับเว็บไซต์เป็นประจำ พร้อมกับประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลอย่างไร การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเหลือโดยใช้กลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ของการทำ SEO ให้ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญ SEO จะตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์เป็นประจำเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เว็บไซต์ของลูกค้าจะได้รับประโยชน์และสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ SEO ทางออนไลน์ที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด มืออาชีพจะแนะแนวทางได้ว่ากลยุทธ์ทางการตลาดแบบไหนสำคัญ และสิ่งใดที่ควรระวัง แม้ว่าคำยอดนิยมอาจดึงดูดผู้เข้าชมนับพันทุกเดือน แต่ถ้าไม่ใช่ลูกค้าที่ต้องการซื้อจริงๆ คงไม่เกิดประโยชน์เท่าไร ใช้คำยาวๆ ที่เฉพาะเจาะจงจะเห็นผลลัพธ์เชิงบวก เข้าตาลูกค้าที่เต็มใจซื้อ ทำให้ประหยัดเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย

งานและหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ SEO

คนทำธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ค้นหาได้ง่าย การลงทุนจ้างมืออาชีพมาทำ SEO ให้จึงเพิ่มความสะดวกสบาย เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งยังเลื่อนอันดับการค้นหาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ยิ่งเข้าตาลูกค้ามากเท่าไรก็มีโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น ควรค้นหามืออาชีพด้าน SEO ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้าชมเว็บจำนวนมากทุกวัน แต่รู้วิธีทำ SEO ให้ลูกค้าเป้าหมายเข้ามาเยี่ยมชมและตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

Jimbe Allen
13/04/2019
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้ขึ้นสู่อันดับต้นของหน้าต่างการค้นหาของ Search Engine ต่าง ๆ ซึ่งมีสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ที่เราได้รวบรวมมาดังนี้

1. การทำ SEO ไม่มีสูตรที่เป็นหลักเกณฑ์ตายตัว ต้องหมั่นปรับปรุงให้เหมาะกับสินค้าหรือบริการ เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ ควรเน้นที่การให้ความรู้และการบริการที่ประทับใจ ธุรกิจการโรงแรมควรเน้นที่ความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อและส่วนลดหรือโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

2. การทำ SEO ต้องใช้เวลาที่ต่างกันไปตามชนิดของธุรกิจ จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอันดับการสืบค้น หากเป็นสินค้าแนวร้านค้าออนไลน์ทั่วไปใช้เวลา 3 เดือน แต่ธุรกิจโรงแรม ต้องใช้เวลานานเป็น 1 ปี เพราะว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาลของการท่องเที่ยว เป็นต้น

3. ใน Search Engine มีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ AI Algorithm ที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของบทความในเว็บไซต์ หากตรวจเจอว่ามีการคัดลอกเนื้อหามาจากเว็บไซต์อื่น จะทำให้ผลการจัดอันดับตกลง ดังนั้น การทำบทความต่าง ๆ จึงควรเขียนใหม่ โดยใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อลดโอกาสมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน จนทำให้การทำ SEO ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

4. เว็บไซต์ SEO ควรมีการเลือกฟอนต์ตัวอักษร สี และภาพประกอบ ที่เหมาะสม ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงสินค้าและบริการได้ดีขึ้น เช่น สีเขียว ที่มีความหมายถึงความเป็นธรรมชาติเหมาะกับสินค้าพวกวิตามิน อาหารเสริม สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกเป็นทางการเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

5. การทำเว็บไซต์ SEO ที่ให้ผลดีในระยะยาว ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine มีการรวมข้อมูลใน Database เพื่อจัดอันดับ Website ต่าง ๆ ตลอดเวลา การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำนอกจากส่งผลต่ออันดับแล้ว ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจของลูกค้าในการมาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณด้วย

6. ไม่ควรทำการยัดเยียด Keyword ลงไปใน Meta Tag หรือในเนื้อหาเพื่อหวังว่าอันดับ SEO จะดีขึ้น เพราะระบบของ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของเนื้อหาในบทความได้ สิ่งที่ควรทำ คือ การกระจายคีย์เวิร์ดสำคัญ เพียง 1 – 2 คำ ต่อหนึ่งบทความ โดยให้มีความยาว 300 คำ จนถึง 1000 คำ จะทำให้มีอันดับการสืบค้นที่ดีกว่าบทความที่ยาวจากการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ในปี 2019 ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหกข้อ เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจค้าขายออนไลน์ควรรู้ เพื่อให้ตัดสินใจเลือกจ้างทีมงานหรือบริษัททำ SEO อย่างถูกต้อง โดยพิจารณาจากประสบการณ์ ความคุ้มค่าและความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ที่มีคุณภาพในระยะยาวด้วย

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้กับการทำ SEO