Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

Jimbe Allen
05/04/2020
Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

หากเราพูดถึง การทำ SEO นั้นสิ่งที่หลายคนจะต้องคำนึงถึงก็คือการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Google ซึ่งการให้คะแนนนี้ไม่ได้มีการให้คะแนนบวกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการหักคะแนนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมาแนะนำให้คุณได้รู้ว่า SEO Low Quality Page นั้นมีลักษณะอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทำเว็บไซต์ออกมาแล้วโดนประเมินคะแนนจาก Google ต่ำ

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในทางลบ ชื่อเสียงในทางลบในที่นี้หมายถึงการที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงานให้เป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการก่อกวนหรือผิดนโยบายของ Google นั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงาน ก็อาจมีสิทธิ์ตกอันดับหรือถูกงดให้ขึ้นไปอยู่บนเพจของ Google ได้เหมือนกัน

เป็นเว็บไซต์ที่ถูกทิ้งให้ไม่มีการอัปเดต หรือเป็นสแปม เราเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นเว็บไซต์ที่ไม่มีการอัปเดตใด ๆ หรือถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ แต่กลับเป็นเว็บไซต์ที่นำไปสร้าง backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนหน้าเพจนั้น ๆ ใช่เลย เว็บไซต์แบบนี้เองที่ถือว่าเป็นสแปม

ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีการ verify มีความเป็นไปได้ที่ Google จะไม่นำเอาเว็บไซต์ของคุณไปขึ้นอยู่บนหน้าแรกของ Google โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรทำการ verify ส่วนต่าง ๆ เช่น SSL ให้เรียบร้อย

ไม่มีข้อมูลเว็บไซต์ เมนูของเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ ข้อมูลการติดต่อ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้ผู้ชมสามารถค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่าย

เนื้อหาในเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ เนื้อหาที่คัดลอกมาหรือผ่านการทำ spinning นั้นถือว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพต่ำที่ Google ไม่ชอบเอามาก ๆ เลยล่ะ เนื่องจากมันดูไม่สร้างสรรค์และไปซ้ำกับเว็บไซต์อื่นด้วย

สร้างเนื้อหามาหลอก bot ของ search engine สมัยนี้ bot ของ search engine อย่าง Google ไม่ได้โง่อีกต่อไปแล้ว แถมยังมีระบบดักจับเว็บไซต์ที่ชอบสร้างเนื้อหาขึ้นมาตบตาอีกด้วย

มีเนื้อหาหรือหน้าของเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย เนื้อหาที่เป็นอันตรายนั้นมักจะประกอบไปด้วยส่วนที่โยงไปหา ไวรัสและมัลแวร์ รวมถึงมีโฆษณาล่อแหลมที่เป็นแหล่งของสปายแวร์ทั้งหลาย หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาแบบนี้อยู่ ก็ยิ่งมีโอกาสตกอันดับมากขึ้น

เราจะเห็นได้ว่า SEO Low Quality Page หรือเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำนั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ โดยไม่ได้เป็นเรื่องของคุณภาพเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างภายในและเว็บไซต์อีกด้วย หากคุณไม่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำแล้วล่ะก็ ห้ามทำตาม list ที่อยู่ด้านบนเด็ดขาด

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

Jimbe Allen
04/04/2020
เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักการตลาดออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้นักการตลาดหลายคนที่เริ่มเข้าวงการจึงศึกษาวิธีการทำเว็บไซต์และวิธีทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine อย่างจริงจัง โดยเทคนิคการทำ SEO เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำมาใช้ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ง่ายขึ้น ซึ่งเทคนิคในการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมมีดังนี้

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

นำโปรแกรม Keyword Planner มาใช้ การหาคีย์เวิร์ดทองคำที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย จำเป็นต้องพึ่งพาโปรแกรม Keyword Planner เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกถึงจำนวนการค้นหาต่อเดือน แต่ยังบอกคำใกล้เคียงที่สามารถนำมาใช้ผสมผสานกับคีย์เวิร์ดหลักเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

แทรก Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยในทุกหน้าของเว็บไซต์ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกคีย์เวิร์ดมีความสำคัญมาก ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ดที่ทำการค้นหามาเป็นอย่างดีแล้วว่ามีจำนวนผู้คนหาเยอะ ให้แทรกอยู่ในชื่อเว็บไซต์ ชื่อหัวข้อบทความ เนื้อหาบทความ หรือส่วนอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ทั้ง On-page และ Off-page ในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

การแสดงหน้าเว็บไซต์ต้องรองรับการดูในมือถือด้วย เนื่องจาก Search Engine มองว่าสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า Desktop และ Laptop จึงทำให้ Search Engine เน้นความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และมองว่าเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการดูในมือถือ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ จึงอาจทำให้ถูกลดอันดับได้

แม้ว่านักการตลาดออนไลน์มือใหม่จะทำตามเทคนิค SEO เป็นอย่างดีแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นดั่งใจหวัง ซึ่งการที่เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบนหน้าแรกเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ

2 สาเหตุหลัก ที่ทำให้เว็บไม่ติดอันดับ

– Content บนเว็บไซต์ขาดคุณภาพหรือมีจำนวนไม่มากพอ การทำคอนเทนต์ลงเว็บไซต์จำนวนมากแต่ไม่ได้คุณภาพ เช่น จำนวนคำในบทความน้อยเกินไป หรือใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนอ่านไม่รู้เรื่อง เป็นต้น รวมถึงจำนวนคอนเทนต์ที่ไม่มากพอ ทำให้อัลกอริทึ่มบน Search Engine มองข้าม ซึ่งการจะโพสต์คอนเทนต์คุณภาพและมีจำนวนมากพอก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากอัลกอริทึมบน Search Engine ต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งหมด

– จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่มากพอ แน่นอนว่าการเก็บจำนวนผู้เข้าชมจำนวนมาก ไม่สามารถทำได้ภายในคืนเดียว ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือ สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจควบคู่ไปกับการทำ Backlink จากเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือหมวดหมู่เดียวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อเรียกกลุ่มเป้าหมายให้เข้าสู่เว็บไซต์ จึงจะช่วยเรื่องการไต่อันดับบน Search Engine ได้เป็นอย่างดี

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกด้วยเทคนิค SEO เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก แต่ก็ทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีได้นานกว่าวิธีอื่น ๆ

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

ทำไมต้องจ้างนักเขียนทำบทความ SEO ?

Jimbe Allen
01/04/2020

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการเขียนบทความนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้และ การเขียนบทความ SEO ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเพียงแค่รู้หลักการเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน… เรามาดูกันว่าการจ้างนักเขียนบทความ SEO นั้นช่วยทำให้การทำ SEO ไต่อันดับและช่วยงานคุณได้อย่างไรบ้าง แล้วคุณอาจเปลี่ยนใจอยากจ้างนักเขียนไปตลอดก็ได้นะ

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

การเขียนบทความ SEO ไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความทั่วไป

หากคุณคิดว่าบทความทั่วไปที่ไม่ต้องมีคีย์เวิร์ดนั้นยากอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจได้แบบง่าย ๆ ว่าการเขียนบทความ SEO นั้นมีระดับความยากยิ่งกว่า เพราะบทความ SEO ต้องมีการแทรกคีย์เวิร์ด สอดแทรกเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไป แต่ในทางเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้บทความน่าเบื่อเพื่อให้คนอ่านสามารถอ่านไปได้จนจบอีกด้วยเหมือนกัน

บทความแต่ละบทใช้เวลาในการเขียน

แน่นอนว่าการเขียนบทความทั่วไปนั้นไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะในขั้นตอนของการเขียนไม่ได้มีเพียงแค่การพิมพ์ตัวหนังสือออกมาเท่านั้น แต่ยังมีขั้นตอนของการค้นคว้าและเรียบเรียงตัวหนังสือเพื่อให้ได้บทความที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร พร้อมกับแทรกคีย์เวิร์ดหลายคำเข้าไปอีกด้วย มันน่าจะดีกว่าถ้าคุณจ้างนักเขียนที่มีความเชี่ยวชาญมาจัดการให้

นักเขียนมีความเชี่ยวชาญและทักษะในการเขียนบทความ SEO มากกว่า

อย่างที่เรารู้กันไปแล้วว่าบทความ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความธรรมดาทั่วไป นอกจากจะต้องใช้ทักษะทางด้านการเขียนแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจวิธีการทำ SEO อีกด้วย ลองคิดดูสิว่าการที่คุณต้องเขียนเองนั้น ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกี่เดือนจึงจะเขียนบทความให้มีคุณภาพได้ แต่นักเขียนบทความ SEO จะช่วยตัดปัญหาเรื่องของการที่คุณต้องไปนั่งเรียนเองหรือหาความรู้เอาเองได้เยอะเลยทีเดียวล่ะ

ได้ผลลัพธ์ทันทีด้วยบทความที่มีคุณภาพ

คุณสามารถนำบทความ SEO ที่ได้จากนักเขียนไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งคิดเองว่าจะต้องวางคีย์เวิร์ดไว้ตรงไหนบ้าง แล้วแต่ละบทจะต้องมีกี่คำ เพราะนักเขียนจะเป็นคนจัดการให้คุณทั้งหมดเสร็จสรรพ โดยบทความที่ได้จะเป็นบทความที่มีทั้งคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ มีจำนวนคำที่เหมาะสมต่อการทำ SEO และยังเป็นบทความที่วางตำแหน่งแต่ละพารากราฟได้อย่างลงตัว สามารถนำไปโพสต์ได้เลยทันที

เห็นไหมว่าการจ้างนักเขียนเพื่อทำบทความ SEO นั้นไม่ได้แค่ช่วยให้คุณได้บทความ SEO ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณและช่วยย่นเวลาของคุณเพื่อไปดูแลงานอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียว แล้วคุณล่ะอยากเปลี่ยนจากการเขียนบทความเอง มาเป็นการจ้างนักเขียนแทนหรือไม่

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

Jimbe Allen
30/03/2020
หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้

การจะทำให้เว็บใดเว็บหนึ่งไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นบทความคุณภาพหรือเป็นบทความที่มีคนอ่านเยอะ ๆ เท่านั้น ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ผู้ทำ SEO จะต้องทราบเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำ SEO ผลิตผลงานออกมาตรงกับสเปคของ Google ให้มากที่สุด หลัก ๆ แล้วเกณฑ์การจัดอันดับบน Google จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ รับรองได้เลยว่าไม่ยากเกินไป ใคร ๆ ก็ทำได้

หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้อ ที่ผู้ทำ SEO ไม่รู้ไม่ได้

Mobile Friendly เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทความในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก จากแต่ก่อนผู้บริโภคจะได้รับข่าวสารจากทางโทรทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงกว่าผู้ใช้โทรทัศน์และวิทยุรวมกันเสียอีก จึงไม่แปลกเลยที่ใครก็ตามหวังจะดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ให้ได้ จำเป็นต้องปรับตัวตรงนี้ด้วย โดยเว็บที่เป็น Mobile Friendly อาจจะไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เพราะสมัยนี้ทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้หมดแล้ว

การเขียนบทความคุณภาพ การเขียนบทความ SEO ให้ได้คุณภาพจะต้องอาศัย Content ที่น่าสนใจในการนำเสนอ จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบทความให้เทียบเท่ากับกวีเอกหรืออย่างไร เพียงแค่เป็นบทความที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นบทความคุณภาพได้แล้ว สังเกตได้จากเว็บดัง ๆ หลายเว็บก็ไม่ได้เขียนบทความที่แปลกพิสดารอะไรนัก ก็เป็นบทความที่อ่านง่าย แต่สำคัญที่บทความที่เขานำเสนอเป็นบทความที่ตรงใจผู้บริโภคนั่นเอง

เวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ การจัดอันดับของ Google จะสนใจด้วยว่าพฤติกรรมของผู้อ่านมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ของเรามากน้อยแค่ไหน โดยเว็บที่ผู้อ่านใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเรานาน ๆ จะได้คะแนนมากกว่าเว็บที่ผู้อ่านเข้าไปแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว คำถามคือจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้นานพอ มันจะมีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่าบทความประเภท How to หรือ Evergreen Content เป็นบทความแนะนำทีละสเต็ป ๆ ผู้อ่านจะเปิดหน้าเว็บของเราค้างเอาไว้หรือไม่ก็จะกลับมาอ่านซ้ำอย่างแน่นอน

จำนวนผู้เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของเรา หลักเกณฑ์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการจัดอันดับของ Google ก็คือจำนวนผู้เข้าชม หากเว็บอื่น ๆ ทำตามหลักเกณฑ์ข้างต้นและได้คะแนนพอ ๆ กัน ทำให้ Google จะตัดสินใจจากจำนวนผู้ชมเป็นอันดับสุดท้าย เพราะถึงแม้ Google จะให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ก็อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการจัดอันดับบน Google ก็เกี่ยวข้องกับความนิยมของเว็บไซต์ด้วย หากไม่มีผู้ชมก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Content ที่ดีนัก

เมื่อผู้ทำ SEO ได้รู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google แล้ว ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการสร้าง Content คุณภาพได้ อาจจะโฟกัสไปที่กลุ่มผู้บริโภคก่อนว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร ใช้สมาร์ทโฟนหรือคอม PC มากกว่ากัน เขาสนใจเนื้อหาในเรื่องไหน เราจะทำ Content ให้ตรงใจได้อย่างไร รวมถึงเนื้อหาในบทความนั้นจะดึงดูดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ได้นานแค่ไหน เชื่อว่าถ้าเราทำได้ตามหลักเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้นแล้ว จำนวนผู้ชมเว็บไซต์ในข้อที่ 4 จะตามมาเองโดยปริยาย

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

Marketplace คือ Platform สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้มาพบปะกัน โดยในปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย คือ Lazada และ Shopee เนื่องจากเป็นแพลทฟอร์มที่มีการใช้งานง่าย

ในปัจจุบันมีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับอาชีพ ขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ไวที่สุด แต่ด้วยจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายร้านไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ปัญหายอดขายตกเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีจำนวนผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันมากเกินไป, การตัดราคาแข่งขันทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าวงกว้างและลูกค้ามองไม่เห็นร้านค้า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากร้านค้านั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อถือ ในปัจจุบัน Marketplace ได้อัปเดตให้ร้านค้าสามารถทำ SEO ได้ แต่น้อยคนที่รู้ถึงความลับนี้ โดยวิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้าบน Marketplace สามารถทำได้ดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้า

ตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ Keyword โดยการตั้งชื่อสินค้าที่ดีต้องใช้ Niches keyword (คีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง) ผสมกับ Long tail keyword (คีย์เวิร์ดที่มีคำขยาย) เช่น รองเท้าบาสเกตบอลชาย เป็นต้น โดย Keyword เหล่านี้ต้องเป็นคำที่มีคนค้นหาเยอะแต่การแข่งขันต่ำ โดยสามารถหาได้โดยการใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการมากมายทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็นำมาตั้งชื่อสินค้าและตามด้วยรายละเอียดสินค้า จะทำให้ชื่อสินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

รูปภาพสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดสายตากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การแต่งรูปสินค้นให้มีความน่าสนใจ โดยอาจดูไอเดียการแต่งสินค้าจากสินค้ากลุ่มเดียวกันของร้านอื่น ๆ ที่มีจำนวนผู้ซื้อเยอะจากนั้นตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niches keyword

ทำ VDO รีวิวสินค้าสั้น ๆ จะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้นและยังทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเห็นสินค้าจริง ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครอบคลุม การเขียนรายละเอียดสินค้าให้มีความชัดเจนตั้งแต่แรกจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า โดยการเขียนคำอธิบายควรใช้ Keyword แทรกลงไปด้วยเพื่อให้สินค้าติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดี จะทำให้ร้านค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

แม้ว่าการนำ Keyword มาใช้ในการทำ SEO ให้กับร้านค้าจะเป็นเรื่องดี ช่วยกระตุ้นยอดขายและการเข้าถึงที่มากขึ้น แต่การใช้ Keyword ในคำอธิบายสินค้ามากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นการสแปมคีย์เวิร์ด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเสียความน่าเชื่อถือและถูกลดอันดับในผลการค้นหาได้เช่นกัน

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

SEO กับ SEM ต่างกันที่ตรงไหน อย่างไร?

Jimbe Allen
25/03/2020
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

ความรู้ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดมือเก่ามือใหม่คุ้นเคยกันดี เพราะการทำ SEO เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Search Engine ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้น ความนิยมของ Search Engine แต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป เช่น ในประเทศไทยใช้ Google เป็นหลัก, ประเทศจีนนิยมใช้ Baidu หรือประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้ Yahoo เป็นต้น

วิธีการทำ SEO แบ่งออกเป็นการทำ On-page หรือการนำ Keyword ที่มีการค้นหาเยอะแต่มีอัตราการแข่งขันน้อยมาใช้เขียนบทความต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอัตราการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ของ Search Engine และการทำ Off-page หรือการทำ back link จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ แนะนำมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจจาก Search Engine ที่กำลังทำอยู่

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นพื้นฐานหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เช่นกัน แต่กลับถูกมองข้าม SEM คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine โดยใช้ Keyword ในตลาดที่ต้องการมาแข่งขัน โดยภายในเว็บไซต์ที่ทำ SEM อาจมีหรือไม่มีการทำ SEO ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำ SEM ให้ได้ผลยั่งยืนควรทำ SEM ไปพร้อมกับการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานและ Search Engine

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

– SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM ซึ่งไม่ควรจะแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์ของแต่ละเว็บไซต์มีความแตกต่างกันไป เช่น ความต้องการยอดขาย, ความต้องการสร้างแบรนด์ หรือความต้องการให้คนเข้าเว็บไซต์เยอะ ๆ เพื่อขายพื้นที่โฆษณา เป็นต้น

– SEM เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดออนไลน์ด้วยการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Keyword ที่ต้องการ แต่ SEO เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดด้วยการทำ Content ด้วยการใช้ Keyword

– SEM ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้เร็วกว่า แต่หากไม่ทำพื้นฐานให้ดีหรือเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันสูงเกินไป อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ โดยวิธีการเรียกเก็บค่าบริการจะเป็นแบบ PPC หรือ Pay per click คือ หากไม่มีการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน แตกต่างจาก SEO ที่หากเลือก Keyword ดี มีอัตราการแข่งขันต่ำแต่คนค้นหาเยอะ อัปโหลดบทความหรือ Content ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อคลิกเหมือน SEM นอกจากนี้แม้ว่าการทำ SEM จะสามารถทำให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ได้ตามความต้องการ แต่หากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้ง SEM และ SEO เป็นพื้นฐานการทำเว็บไซต์ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องศึกษาให้ดีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่หากจะให้ดีการทำพื้นฐานเว็บไซต์ดี (SEO) เช่น เว็บโหลดไว, มี content ที่มีประโยชน์, อัปโหลดสม่ำเสมอ และทำ SEM ควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพและสามารถทำตามเป้าหมายของเว็บไซต์ที่ตั้งไว้ให้เป็นจริงได้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ

Jimbe Allen
22/03/2020
Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข

Yoast SEO เป็น plugin ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ในการทำงานคู่กับ WordPress ในการผลิตบทความ SEO ให้แก่เว็บไซต์ต่าง ๆ เพราะสามารถช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องก่อนนำเสนอสู่ระบบ Google ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ให้กับเว็บไซต์ได้มากกว่าเดิม

ทุกธุรกิจที่ทำเว็บไซต์ SEO ต่างก็ต้องการให้ชื่อข้อมูลของเว็บไซต์ตัวเองปรากฏในหน้าแรก อันดับต้น ๆ ใน Google เมื่อมีการหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ หรือที่เรียกว่า หน้า SERPs ซึ่งย่อมาจากคำว่า Search engine result pages ดังนั้น หากคุณไม่รู้วิธีการใช้ Yoast SEO ก็เท่ากับพลาดโอกาสในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นไปอย่างมาก

การใช้งาน Yoast SEO ถือว่าใช้เวลาในการเรียนรู้น้อย เพราะระบบทำให้เข้าใจได้ง่าย เจ้าของกิจการเว็บไซต์ SEO สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Yoast SEO ได้ฟรี เพื่อหัดใช้งานไปพร้อม ๆ กับการใช้ WordPress

Yoast SEO ถือได้ว่าเป็น plugin แรก ๆ ที่คนที่ใช้งานโปรแกรม WordPress ซึ่งต้องใช้สำหรับทำบทความ SEO คุณภาพสูง ต้องเรียนรู้ให้เป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การตั้งชื่อเรื่อง (title) การคิดเนื้อหาที่ต้องใส่ keyword SEO ที่เหมาะสม การเขียนบทคัดย่อ (meta-description) การใส่คำสำคัญประจำรูปภาพ ฯลฯ ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

สิ่งที่โดดเด่นใน Yoast SEO คือ ระบบไฟแสดงสีสามแบบ คือ แดง ส้ม เขียว ที่หมายถึง ผ่านแล้ว ทำได้ดีมาก หรือต้องปรับปรุง ซึ่งจะมีคำภาษาอังกฤษเป็นบทวิเคราะห์ให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าต้องแก้ไขอะไรบ้าง และเมื่อแก้ไปเรื่อย ๆ ระบบก็จะประมวลผลใหม่ตลอดเวลา จึงสะดวกอย่างมากในการตั้งค่าเพื่อ SEO

สิ่งที่ Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข ตัวอย่างเช่น

ความยาวของหัวเรื่องที่ต้องไม่สั้นหรือยาวเกินไปและใส่ keyword หลักให้ครบถ้วน

การใส่ keyword ลงในส่วน meta-description เพื่อเกริ่นนำเนื้อหาสำหรับให้ผู้อ่านตัดสินใจที่จะคลิกเข้ามาในเว็บไซต์

การกระจายตำแหน่งและความซ้ำของคำสำคัญในเนื้อหา

การทำลิงก์แทรกในบทความ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

การใส่รายละเอียดของรูปภาพ ในช่อง alt text เพื่อเพิ่มโอกาสหารูปได้ง่ายจาก image search ของ Google
การตั้งชื่อหัวข้อย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้อ่าน

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว Yoast SEO ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ในการมีปุ่มแชร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลังจากการตรวจแก้ไขเรียบร้อย ไปยัง platform ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดโอกาสที่ลิงก์จะผิดพลาดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า Yoast SEO มีประโยชน์ต่อการทำเว็บไซต์ของคุณให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Google อย่างมาก หากศึกษาการใช้งานได้อย่างชำนาญ ก็จะทำให้ผลลัพธ์การทำ SEO ดีขึ้น จนมียอดขายและลูกค้ามากขึ้นอย่างแน่นอน

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

Jimbe Allen
19/02/2020

การทำ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นในการทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมหนึ่งที่นักการตลาดออนไลน์แนะนำให้คนทำเว็บไซต์ SEO เรียนรู้ คือ Ubersuggest ที่คิดโดย Neil Patel จะช่วยให้ทำ SEO อย่างมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

โปรแกรม Ubersuggest สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี และมีจุดเด่นที่สามารถค้นหา keyword ได้ทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในทุกวงการธุรกิจอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่า คุณจะขายสินค้าจำพวกแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที รถยนต์ ประกันภัย โรงแรมที่พัก รีสอร์ท และอื่น ๆ ก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้

อย่างไรก็ตาม Ubersuggest มีข้อเสีย ที่ไม่สามารถย้อนดูประวัติการหา keyword เก่า ๆ ที่เคยทำเอาไว้ได้ และไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวางแผนงาน SEO อย่างซับซ้อน เพราะเน้นการใช้งานในวงกว้างมากกว่า

ตัวอย่างประโยชน์จากการใช้งาน Ubersuggest ได้แก่

ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสมในการเขียนบทความได้

การหา keyword ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้โอกาสในการถูกสืบค้นมีมากยิ่งขึ้นหลายเท่า ซึ่งผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดโปรแกรมนี้แล้ว ได้เลือกภูมิภาคของลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการให้รู้จักเว็บไซต์ เช่น เลือกประเทศไทย โปรแกรม Ubersuggest ก็จะแสดงค่าสถิติการใช้งาน keyword แต่ละคำในสายธุรกิจของคุณออกมา ซึ่งจะแสดงทั้งส่วนของภาพรวมการค้นหาหรือ search volume ศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคำสำคัญอื่น ๆ หรือ ค่า search difficulty และประสิทธิภาพในการสื่อสารกระตุ้นให้คลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ หากใช้ในการทำโฆษณา ที่เรียกว่า ค่า page difficulty เป็นต้น

การดูสถิติค่า Traffic การเข้าชมของเว็บไซต์

หลังจากทำ SEO จำเป็นที่ต้องรู้ว่ามีประสิทธิภาพคุ้มค่าเพียงใด นั่นคือการดูที่สถิติ traffic ที่ Ubersuggest จะแสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่บ่งบอกให้รู้ว่า domain เว็บไซต์ของคุณสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยโปรแกรมจะจำแนกเป็น organic keyword คือ จำนวน keyword ที่ติดหน้าสืบค้นของ Google อันดับต้น ๆ โดยมาจากการทำ SEO โดยตรง ไม่อาศัยการโฆษณา และยังมีการคำนวณ organic monthly traffic หรือจำนวนคนที่เข้ามาคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ต่อเดือนเป็นแบบภาพรวมด้วย ที่มาจากการเห็นชื่อบทความและบทย่อที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

โปรแกรม Ubersuggest นับว่าเป็นตัวช่วยด้าน SEO ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากคนรุ่นใหม่ เพราะสามารถที่จะเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย คนทำเว็บไซต์ออนไลน์มือใหม่ จึงไม่ต้องเสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ให้แก่คนที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO เพื่อนำไปปรับใช้ให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น

เรื่องดี ๆ ของ Ubersuggest ที่คนทำ SEO ต้องสนใจ

ยอดขายไม่ดี ใช้เทคนิค SEO ช่วยได้

Jimbe Allen
02/02/2020
ยอดขายไม่ดี ใช้เทคนิค SEO ช่วยได้

การขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบัน มีอัตราการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ความงาม แฟชั่น วิตามิน อาหารเสริม ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดจึงแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า เรียนรู้เทคนิค SEO หรือ search engine optimization เพื่อนำมาปรับปรุงเพจหรือเว็บไซต์สม่ำเสมอ จะช่วยให้มีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นได้ เรามาดูกันว่าจะมีเทคนิคใดบ้าง

เทคนิคช่วยให้ธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดี

การทำ backlink ให้แก่เว็บไซต์

ทุกประเภทเว็บไซต์ทางธุรกิจควรจะต้องมีพันธมิตรที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนลิงก์ จะทำให้ขยายฐานลูกค้าได้กว้างยิ่งขึ้น หากคุณขายสินค้าจำพวกของเล่นเด็ก ก็ควรติดต่อเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้ากลุ่มสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกปลอดสารพิษ สินค้าเพื่อสุขภาพเด็กและวัยรุ่น ฯลฯ เนื่องจากจะมีโอกาสขายได้สูงขึ้น และยังเป็นการเพิ่มค่า Traffic ให้กับเว็บไซต์ส่งผลให้ลำดับการสืบค้นผ่าน Google ดียิ่งขึ้นด้วย

การปรับโครงสร้างเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ดีควรมีลักษณะที่ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีการแยกหมวดประเภทสินค้าที่ชัดเจน เช่น วิตามินกลุ่มบำรุงสมอง บำรุงความงาม บำรุงกระดูก ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการหานาน อาจมีแชทบอทที่เป็นระบบ AI ตัวช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ให้ลูกค้าประทับใจในความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังที่มีการศึกษาพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมสอบถามข้อมูลจากแชทบอทเพราะไม่ต้องรอเวลาตอบคำถามจากผู้จัดการเว็บไซต์และยังเป็นตัวช่วยที่เสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัยด้วย

การใส่ keyword ลงใน เพจของ Facebook

การทำ SEO ให้กับ Facebook ก็อาศัยหลักการเดียวกันกับการทำใน Google ควรนำ keyword ที่เกี่ยวกับสินค้าที่คุณจำหน่าย ใส่ลงในช่องรายละเอียดและกรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วนมากที่สุด เพื่อผู้คนพิมพ์หาผ่านช่อง search เพจธุรกิจของ Facebook เจอได้ง่าย ๆ และควรเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของเพจ โดยการใส่ลิงก์ของเว็บไซต์ลงในช่องทางการติดต่ออีกทางหนึ่งด้วย

การทำ SEO ให้แก่รูปภาพ

รูปภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บทความดูน่าสนใจ ซึ่งควรใส่รายละเอียดว่า ใครในภาพกำลังทำอะไร ที่ไหน และใช้อุปกรณ์ที่มีสีอะไรบ้าง เพราะระบบ algorithm จะนำไปวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการนำไปแสดงในส่วนของ Image บน Google ที่จะช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ ทำให้ลูกค้ามีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของคุณได้บ่อย นำมาซึ่งการขายที่มากยิ่งขึ้นได้

การใช้เทคนิค SEO ที่กล่าวมาร่วมกันต่อเนื่อง 3-6 เดือน จะช่วยให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้น และทำให้คุณมีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายที่ดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นช่องทางในการแก้ไขและพัฒนาเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อไป

เทคนิคช่วยให้ธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดี

Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

Jimbe Allen
10/01/2020
Google algorithm สำหรับเว็บไซต์ SEO ที่คุณควรรู้จัก

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่ช่วยในการประเมินคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อจัดอันดับให้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงอยู่ในอันดับต้นของหน้าต่างการสืบค้นทางช่อง Search Google เสมอ ซึ่ง algorithm ที่ Google ออกแบบเพื่อการวิเคราะห์ในแต่ละส่วนของเว็บไซต์มีอยู่หลายชนิดและมีการพัฒนามาตามลำดับ โดยมีข้อมูลของแต่ละ algorithm ที่ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์ควรทำความรู้จัก ดังนี้

ผู้ดูแลเว็บไซต์ ควรรู้สิ่งเหล่านี้

1. แพนด้า

เป็นระบบการตรวจจับการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การใช้บทความที่เนื้อหาคัดลอกจากเว็บไซต์อื่นโดยตรง รวมถึงการใช้ภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่ง ปัจจุบันผู้ที่ผลิต บทความ SEO จะต้องตรวจสอบคำซ้ำ หรือ ทำ plagiarism check เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่มีปัญหาการคัดลอกลิขสิทธิ์ในเบื้องต้น จึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหากับ AI ระบบนี้

2. เพนกวิน

เพนกวินเป็นการตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ต้องทำตามกฎของ Google คือ ไม่ใช่การซื้อลิงก์หรือการเชื่อมโยงเพจที่คุณภาพต่ำ ทำ spam เพื่อเน้นการปั่นให้ keyword ถูกสืบค้นง่าย ซึ่งหากระบบเพนกวินพบว่ามีการทำเป็นสแปม จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับความน่าเชื่อถือได้

3. pirate

เป็นตัวช่วยในการหาเว็บไซต์ที่โจรกรรมข้อมูล เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เพลง ซีรีส์ ฯลฯ หากคุณนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการขอใช้เป็นกิจจะลักษณะ มีหลักฐาน หรือละเมิดสิทธิ์ใด ๆ มาใช้ ก็จะถูกตรวจจับจาก AI ตัวนี้อย่างแน่นอน

4. ฮัมมิ่งเบิร์ด

เป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งาน Google ได้อ่านงานเขียนที่มีคุณภาพสูง จากเว็บไซต์อันดับต้น มีภาษาที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีการใส่ คีย์เวิร์ด มากเกินไปจนรบกวนสายตา คุณอาจจะเคยเห็นงานแปลที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือ Robot แปล ซึ่งจะมีความผิดพลาดทั้งในเนื้อหาและมีความแข็งทื่อของสำนวนภาษา ซึ่งระบบอัลกอริทึมนี้ของ Google จะตรวจสอบได้ว่าเป็นงานเขียนคุณภาพต่ำ และจะจัดให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแบบนั้นมีอันดับอยู่ล่าง ๆ

5. พอสซั่ม

เป็นระบบวิเคราะห์ว่าธุรกิจใดที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้งาน Google กำลังสืบค้น ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ควรระบุให้ละเอียดที่สุดเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากำลังมองหาร้านขายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือหารีสอร์ทติดทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระบบจะนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงที่สุด และมีที่ตั้งอยู่ใกล้สัมพันธ์กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตัวผู้สืบค้นข้อมูลก่อน

จะเห็นได้ว่าระบบ algorithm ของ Google เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการแข่งขันคุณภาพในระบบ SEO ซึ่งสามารถคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์และช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน Google ซึ่งเป็น search engine อันดับต้น ๆ ของโลกมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบ algorithm ของ AI และปฏิบัติตามระเบียบที่ Google แนะนำ เพื่อทำให้การทำ SEO ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

ผู้ดูแลเว็บไซต์และเจ้าของกิจการออนไลน์