จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

Jimbe Allen
30/03/2020
หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้

การจะทำให้เว็บใดเว็บหนึ่งไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นบทความคุณภาพหรือเป็นบทความที่มีคนอ่านเยอะ ๆ เท่านั้น ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ผู้ทำ SEO จะต้องทราบเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำ SEO ผลิตผลงานออกมาตรงกับสเปคของ Google ให้มากที่สุด หลัก ๆ แล้วเกณฑ์การจัดอันดับบน Google จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ รับรองได้เลยว่าไม่ยากเกินไป ใคร ๆ ก็ทำได้

หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้อ ที่ผู้ทำ SEO ไม่รู้ไม่ได้

Mobile Friendly เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทความในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก จากแต่ก่อนผู้บริโภคจะได้รับข่าวสารจากทางโทรทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงกว่าผู้ใช้โทรทัศน์และวิทยุรวมกันเสียอีก จึงไม่แปลกเลยที่ใครก็ตามหวังจะดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ให้ได้ จำเป็นต้องปรับตัวตรงนี้ด้วย โดยเว็บที่เป็น Mobile Friendly อาจจะไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เพราะสมัยนี้ทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้หมดแล้ว

การเขียนบทความคุณภาพ การเขียนบทความ SEO ให้ได้คุณภาพจะต้องอาศัย Content ที่น่าสนใจในการนำเสนอ จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบทความให้เทียบเท่ากับกวีเอกหรืออย่างไร เพียงแค่เป็นบทความที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นบทความคุณภาพได้แล้ว สังเกตได้จากเว็บดัง ๆ หลายเว็บก็ไม่ได้เขียนบทความที่แปลกพิสดารอะไรนัก ก็เป็นบทความที่อ่านง่าย แต่สำคัญที่บทความที่เขานำเสนอเป็นบทความที่ตรงใจผู้บริโภคนั่นเอง

เวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ การจัดอันดับของ Google จะสนใจด้วยว่าพฤติกรรมของผู้อ่านมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ของเรามากน้อยแค่ไหน โดยเว็บที่ผู้อ่านใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเรานาน ๆ จะได้คะแนนมากกว่าเว็บที่ผู้อ่านเข้าไปแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว คำถามคือจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้นานพอ มันจะมีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่าบทความประเภท How to หรือ Evergreen Content เป็นบทความแนะนำทีละสเต็ป ๆ ผู้อ่านจะเปิดหน้าเว็บของเราค้างเอาไว้หรือไม่ก็จะกลับมาอ่านซ้ำอย่างแน่นอน

จำนวนผู้เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของเรา หลักเกณฑ์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการจัดอันดับของ Google ก็คือจำนวนผู้เข้าชม หากเว็บอื่น ๆ ทำตามหลักเกณฑ์ข้างต้นและได้คะแนนพอ ๆ กัน ทำให้ Google จะตัดสินใจจากจำนวนผู้ชมเป็นอันดับสุดท้าย เพราะถึงแม้ Google จะให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ก็อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการจัดอันดับบน Google ก็เกี่ยวข้องกับความนิยมของเว็บไซต์ด้วย หากไม่มีผู้ชมก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Content ที่ดีนัก

เมื่อผู้ทำ SEO ได้รู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google แล้ว ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการสร้าง Content คุณภาพได้ อาจจะโฟกัสไปที่กลุ่มผู้บริโภคก่อนว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร ใช้สมาร์ทโฟนหรือคอม PC มากกว่ากัน เขาสนใจเนื้อหาในเรื่องไหน เราจะทำ Content ให้ตรงใจได้อย่างไร รวมถึงเนื้อหาในบทความนั้นจะดึงดูดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ได้นานแค่ไหน เชื่อว่าถ้าเราทำได้ตามหลักเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้นแล้ว จำนวนผู้ชมเว็บไซต์ในข้อที่ 4 จะตามมาเองโดยปริยาย

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

Marketplace คือ Platform สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้มาพบปะกัน โดยในปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย คือ Lazada และ Shopee เนื่องจากเป็นแพลทฟอร์มที่มีการใช้งานง่าย

ในปัจจุบันมีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับอาชีพ ขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ไวที่สุด แต่ด้วยจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายร้านไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ปัญหายอดขายตกเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีจำนวนผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันมากเกินไป, การตัดราคาแข่งขันทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าวงกว้างและลูกค้ามองไม่เห็นร้านค้า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากร้านค้านั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อถือ ในปัจจุบัน Marketplace ได้อัปเดตให้ร้านค้าสามารถทำ SEO ได้ แต่น้อยคนที่รู้ถึงความลับนี้ โดยวิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้าบน Marketplace สามารถทำได้ดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้า

ตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ Keyword โดยการตั้งชื่อสินค้าที่ดีต้องใช้ Niches keyword (คีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง) ผสมกับ Long tail keyword (คีย์เวิร์ดที่มีคำขยาย) เช่น รองเท้าบาสเกตบอลชาย เป็นต้น โดย Keyword เหล่านี้ต้องเป็นคำที่มีคนค้นหาเยอะแต่การแข่งขันต่ำ โดยสามารถหาได้โดยการใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการมากมายทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็นำมาตั้งชื่อสินค้าและตามด้วยรายละเอียดสินค้า จะทำให้ชื่อสินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

รูปภาพสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดสายตากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การแต่งรูปสินค้นให้มีความน่าสนใจ โดยอาจดูไอเดียการแต่งสินค้าจากสินค้ากลุ่มเดียวกันของร้านอื่น ๆ ที่มีจำนวนผู้ซื้อเยอะจากนั้นตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niches keyword

ทำ VDO รีวิวสินค้าสั้น ๆ จะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้นและยังทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเห็นสินค้าจริง ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครอบคลุม การเขียนรายละเอียดสินค้าให้มีความชัดเจนตั้งแต่แรกจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า โดยการเขียนคำอธิบายควรใช้ Keyword แทรกลงไปด้วยเพื่อให้สินค้าติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดี จะทำให้ร้านค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

แม้ว่าการนำ Keyword มาใช้ในการทำ SEO ให้กับร้านค้าจะเป็นเรื่องดี ช่วยกระตุ้นยอดขายและการเข้าถึงที่มากขึ้น แต่การใช้ Keyword ในคำอธิบายสินค้ามากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นการสแปมคีย์เวิร์ด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเสียความน่าเชื่อถือและถูกลดอันดับในผลการค้นหาได้เช่นกัน

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

SEO กับ SEM ต่างกันที่ตรงไหน อย่างไร?

Jimbe Allen
25/03/2020
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

ความรู้ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดมือเก่ามือใหม่คุ้นเคยกันดี เพราะการทำ SEO เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Search Engine ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้น ความนิยมของ Search Engine แต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป เช่น ในประเทศไทยใช้ Google เป็นหลัก, ประเทศจีนนิยมใช้ Baidu หรือประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้ Yahoo เป็นต้น

วิธีการทำ SEO แบ่งออกเป็นการทำ On-page หรือการนำ Keyword ที่มีการค้นหาเยอะแต่มีอัตราการแข่งขันน้อยมาใช้เขียนบทความต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอัตราการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ของ Search Engine และการทำ Off-page หรือการทำ back link จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ แนะนำมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจจาก Search Engine ที่กำลังทำอยู่

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นพื้นฐานหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เช่นกัน แต่กลับถูกมองข้าม SEM คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine โดยใช้ Keyword ในตลาดที่ต้องการมาแข่งขัน โดยภายในเว็บไซต์ที่ทำ SEM อาจมีหรือไม่มีการทำ SEO ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำ SEM ให้ได้ผลยั่งยืนควรทำ SEM ไปพร้อมกับการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานและ Search Engine

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

– SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM ซึ่งไม่ควรจะแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์ของแต่ละเว็บไซต์มีความแตกต่างกันไป เช่น ความต้องการยอดขาย, ความต้องการสร้างแบรนด์ หรือความต้องการให้คนเข้าเว็บไซต์เยอะ ๆ เพื่อขายพื้นที่โฆษณา เป็นต้น

– SEM เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดออนไลน์ด้วยการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Keyword ที่ต้องการ แต่ SEO เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดด้วยการทำ Content ด้วยการใช้ Keyword

– SEM ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้เร็วกว่า แต่หากไม่ทำพื้นฐานให้ดีหรือเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันสูงเกินไป อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ โดยวิธีการเรียกเก็บค่าบริการจะเป็นแบบ PPC หรือ Pay per click คือ หากไม่มีการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน แตกต่างจาก SEO ที่หากเลือก Keyword ดี มีอัตราการแข่งขันต่ำแต่คนค้นหาเยอะ อัปโหลดบทความหรือ Content ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อคลิกเหมือน SEM นอกจากนี้แม้ว่าการทำ SEM จะสามารถทำให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ได้ตามความต้องการ แต่หากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้ง SEM และ SEO เป็นพื้นฐานการทำเว็บไซต์ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องศึกษาให้ดีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่หากจะให้ดีการทำพื้นฐานเว็บไซต์ดี (SEO) เช่น เว็บโหลดไว, มี content ที่มีประโยชน์, อัปโหลดสม่ำเสมอ และทำ SEM ควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพและสามารถทำตามเป้าหมายของเว็บไซต์ที่ตั้งไว้ให้เป็นจริงได้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ

Jimbe Allen
22/03/2020
Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข

Yoast SEO เป็น plugin ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ในการทำงานคู่กับ WordPress ในการผลิตบทความ SEO ให้แก่เว็บไซต์ต่าง ๆ เพราะสามารถช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องก่อนนำเสนอสู่ระบบ Google ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ให้กับเว็บไซต์ได้มากกว่าเดิม

ทุกธุรกิจที่ทำเว็บไซต์ SEO ต่างก็ต้องการให้ชื่อข้อมูลของเว็บไซต์ตัวเองปรากฏในหน้าแรก อันดับต้น ๆ ใน Google เมื่อมีการหาด้วย keyword หนึ่ง ๆ หรือที่เรียกว่า หน้า SERPs ซึ่งย่อมาจากคำว่า Search engine result pages ดังนั้น หากคุณไม่รู้วิธีการใช้ Yoast SEO ก็เท่ากับพลาดโอกาสในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นไปอย่างมาก

การใช้งาน Yoast SEO ถือว่าใช้เวลาในการเรียนรู้น้อย เพราะระบบทำให้เข้าใจได้ง่าย เจ้าของกิจการเว็บไซต์ SEO สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Yoast SEO ได้ฟรี เพื่อหัดใช้งานไปพร้อม ๆ กับการใช้ WordPress

Yoast SEO ถือได้ว่าเป็น plugin แรก ๆ ที่คนที่ใช้งานโปรแกรม WordPress ซึ่งต้องใช้สำหรับทำบทความ SEO คุณภาพสูง ต้องเรียนรู้ให้เป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การตั้งชื่อเรื่อง (title) การคิดเนื้อหาที่ต้องใส่ keyword SEO ที่เหมาะสม การเขียนบทคัดย่อ (meta-description) การใส่คำสำคัญประจำรูปภาพ ฯลฯ ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

สิ่งที่โดดเด่นใน Yoast SEO คือ ระบบไฟแสดงสีสามแบบ คือ แดง ส้ม เขียว ที่หมายถึง ผ่านแล้ว ทำได้ดีมาก หรือต้องปรับปรุง ซึ่งจะมีคำภาษาอังกฤษเป็นบทวิเคราะห์ให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าต้องแก้ไขอะไรบ้าง และเมื่อแก้ไปเรื่อย ๆ ระบบก็จะประมวลผลใหม่ตลอดเวลา จึงสะดวกอย่างมากในการตั้งค่าเพื่อ SEO

สิ่งที่ Yoast SEO จะแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์มีการแก้ไข ตัวอย่างเช่น

ความยาวของหัวเรื่องที่ต้องไม่สั้นหรือยาวเกินไปและใส่ keyword หลักให้ครบถ้วน

การใส่ keyword ลงในส่วน meta-description เพื่อเกริ่นนำเนื้อหาสำหรับให้ผู้อ่านตัดสินใจที่จะคลิกเข้ามาในเว็บไซต์

การกระจายตำแหน่งและความซ้ำของคำสำคัญในเนื้อหา

การทำลิงก์แทรกในบทความ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

การใส่รายละเอียดของรูปภาพ ในช่อง alt text เพื่อเพิ่มโอกาสหารูปได้ง่ายจาก image search ของ Google
การตั้งชื่อหัวข้อย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้อ่าน

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว Yoast SEO ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ในการมีปุ่มแชร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลังจากการตรวจแก้ไขเรียบร้อย ไปยัง platform ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดโอกาสที่ลิงก์จะผิดพลาดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า Yoast SEO มีประโยชน์ต่อการทำเว็บไซต์ของคุณให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Google อย่างมาก หากศึกษาการใช้งานได้อย่างชำนาญ ก็จะทำให้ผลลัพธ์การทำ SEO ดีขึ้น จนมียอดขายและลูกค้ามากขึ้นอย่างแน่นอน

Yoast SEO มีประโยชน์อย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณ