วิธีการเช็คอันดับ SEO ให้เว็บไซต์คุณ

Jimbe Allen
28/09/2019
วิธีการเช็คอันดับ SEO ให้เว็บไซต์คุณ

การทำเว็บไซต์ระบบ SEO (Search Engine Optimization) จะช่วยให้มีโอกาส แสดงผลในหน้าต่างกันสืบค้นอันดับต้น ๆ ซึ่งทำให้เพิ่ม Traffic ในการเข้าชม และเพิ่มโอกาสในการขายมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว แต่มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ทราบว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะมีการเช็คความเปลี่ยนแปลงหรือผลอันดับ SEO ได้อย่างไร

เราจึงได้รวบรวมวิธีการเช็คอันดับ SEO มาฝากกันไว้ในที่นี้ ดังนี้

1. การเช็ค SEO ใน Google Chrome

การเช็คใน Google Chrome เป็นวิธีการที่สะดวก แต่หากเข้าด้วยระบบทั่วไปเหมือนที่เราสืบค้นข้อมูลหาร้านอาหารออนไลน์หรือร้านค้าออนไลน์ จะทำให้ได้ลำดับที่สูงเกินจริง เนื่องจาก ระบบ Search Engine จะปรากฏผลเว็บไซต์ตามสถิติที่เราเข้าเว็บไซต์ตัวเองบ่อยเป็นพิเศษ (จากอันดับ 10 ก็อาจจะแสดงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5) จึงควรเข้า Google Chrome ผ่านระบบที่เรียกว่า Incognito Mode หรือ แบบไม่ระบุตัวตน ซึ่งจะทำให้ได้ความแม่นยำในอันดับ SEO ดีกว่า

เมื่อเข้ามาใน Google Chrome แล้วให้กด ปุ่ม Ctrl พร้อมกับ ปุ่ม Shift และปุ่ม N เพื่อให้ Google Chrome เปิดหน้าต่างใหม่ เป็น Incognito Mode ขึ้นมา จากนั้นให้พิมพ์ Keyword ค้นหาที่คุณใช้อยู่ จะปรากฏผลเป็นเว็บไซต์ 1-20 อันดับต้นออกมา

วิธีนี้ มีข้อจำกัด คือ เว็บไซต์ที่เพิ่งทำ SEO ใหม่ ๆ จะมีข้อมูลสะสมในระบบน้อยอาจจะยังไม่อยู่ในรอบที่ AI ของ Search Engine มาเก็บข้อมูล ทำให้ไม่สามารถค้นพบได้ด้วยวิธีนี้

2. การเช็ค SEO ผ่านเว็บไซต์ serplab.co.uk

เป็นเว็บไซต์ให้บริการเช็ค SEO ออนไลน์ จากต่างประเทศ ที่ใช้งานได้ง่าย เพียงใส่ Keyword ที่ต้องการลงไป (ใส่ได้พร้อมกันถึง 5 คำเลยทีเดียว) พร้อมกับกรอกข้อมูล URL Address ของเว็บไซต์คุณควบคู่กัน

ระบบก็จะแสดงผลอันดับเว็บไซต์ SEO ออกมาได้อย่างชัดเจน ว่าแต่ละคีย์เวิร์ดที่คุณใช้นั้น ผล SEO ในการสืบค้นอยู่อันดับใดบ้าง จะทำให้นำไปปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. การเช็คผ่านระบบ Google Search Console

Google ให้บริการฟรีในการเช็ค SEO โดยมีชื่อว่า Google Search Console ซึ่งต้องศึกษาการติดตั้งกับเว็บไซต์สร้างบทความอย่าง WordPress โดยหาคำแนะนำจาก Google เพียงเล็กน้อย แล้วก็จะวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วเราจึงได้รวบรวมวิธีการเช็คอันดับ SEO มาฝาก

โดยผลในการวิเคราะห์ของ Google Search Console จะมีความแม่นยำและให้ข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เช่น จำนวนการคลิกที่ผู้ใช้งาน Google ที่สืบค้น Keyword หนึ่ง ๆ เข้ามาในเว็บไซต์คุณ คำหรือข้อความที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใช้พิมพ์ แล้วเจอเว็บไซต์คุณเป็นต้น จะทำให้นำไปปรับประยุกต์กับเว็บไซต์ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า วิธีการเช็ค SEO มีอยู่หลายวิธี สามารถเลือกวิธีที่สะดวกและให้ผลแม่นยำที่สุด โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ทำ SEO มานาน ก็สามารถเช็คผ่านช่องทางที่หลากหลายจากข้อมูลที่สะสมมากเพียงพอ เพื่อให้การทำ SEO ของคุณมีเป้าหมายและปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง

SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

Jimbe Allen
04/09/2019
SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผู้สนใจขายสินค้าออนไลน์มือใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความสับสนและเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการทำ SEO และ SEM อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้กังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาจากการทำจากการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในทั้ง 2 รูปแบบด้วย

เราจึงได้รวบรวมความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM มาฝากกัน ดังนี้

1. SEO

คือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ที่เห็นผลเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้าในระยะยาว โดยเน้นที่การเพิ่มข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine ให้มากที่สุด เพื่อให้ระบบอัลกอริทึม AI ของ Yahoo, Bing และ Google ได้ทำการวิเคราะห์และจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ให้อยู่เป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีการสืบค้นจากลูกค้าเป้าหมายด้วย Keyword ที่ตรงกับธุรกิจคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณขายผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ก็ควรใช้ Keyword SEO ว่า “ผ้าปูที่นอน กำจัดไรฝุ่น สุขภาพ” สำหรับการเขียนบทความออนไลน์ เมื่อมีการสะสมข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ลูกค้าที่กำลังประสบปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ และกำลังมองหาผ้าปูที่นอนกำจัดไรฝุ่น เมื่อมาสืบค้นด้วย Keyword ดังกล่าว จะพบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งจะนำมาสู่การคลิกเข้าเว็บไซต์ สอบถามข้อมูลและปิดการขายได้นั่นเอง

เปอร์เซ็นต์การขายได้จึงมากขึ้น และทำให้แบรนด์คุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมข้อมูลผลิตบทความ และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าไปสักระยะหนึ่ง

2. SEM

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ ที่เน้นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วฉับไว แต่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการทำ SEO เนื่องจากจะต้องมีการประมูลพื้นที่ในการโฆษณาแข่งกับบริษัทอื่นที่ต้องการใช้ Keyword เดียวกันในการที่จะปรากฏเป็นอันดับต้น 1-5 ของหน้าจอเว็บไซต์ที่แสดงผลสืบค้น และเมื่อคุณประมูลพื้นที่ได้แล้ว หากมีผู้ที่สนใจเข้ามาในลิงก์โฆษณาคุณก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine ในระบบ PPCหรือ Pay Per Click ที่หมายถึง ต้องจ่ายทุกครั้งที่มีการคลิก โดยคิดเป็นค่าบริการตามสูตร คือ (ค่าโฆษณาต่อ 1 คลิก x จำนวนคลิก) เพื่อจ่ายให้กับ Search Engine ต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าคุณต้องมีเงินทุนสำรองอยู่จำนวนหนึ่งสำหรับการโฆษณาวิธีนี้ แต่ก็มีความคุ้มค่าหากคุณทำ SEM ในช่วงที่ต้องการเร่งขายสินค้า จัดโปรโมชั่น หรือกำลังจัดอีเว้นท์ ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดการขายในช่วงเวลาที่คุณต้องการแข่งกับแบรนด์อื่นอย่างเร่งด่วน เช่น เทศกาลปีใหม่ ช่วงวันหยุดสงกรานต์ หรือวันคริสต์มาส เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นความเหมือนและแตกต่างของ SEO และ SEM ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม

เทคนิคการตลาด SEO และ SEM เป็นที่นิยมมาก