4 คำถามคำตอบเกี่ยวกับ SEO ที่คุณควรรู้

Jimbe Allen
01/09/2020
4 คำถามคำตอบเกี่ยวกับ SEO ที่คุณควรรู้

ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดยุคใหม่ กล่าวว่าการทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ยุค 2020 ประสบสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มทั้งกำไรจากการขาย สร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์ กระตุ้นให้มีผู้ติดตามและลูกค้ารายใหม่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวม 4 คำถามคำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SEO มาฝากกัน เพื่อให้ท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์ได้เข้าใจมากขึ้น

  1. การทำ SEO ควรทำเองหรือจ้างทำดีกว่ากัน?

SEO เป็นเทคนิคที่สามารถเรียนรู้จนทำเองได้ เพราะมีสื่อออนไลน์และยูทูปที่ผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO ได้สอนแบบฟรีหลายแห่ง ควบคู่กับการฝึกฝนผ่านประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ หรือจะสมัครเรียนในคอร์สสอน SEO ก็ได้เช่นกัน แต่หากต้องการลดเวลาและไม่อยากพลาดโอกาสในการเพิ่มลูกค้า ควรจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพด้าน SEO ดูแลจัดการให้

  1. การทำ SEO จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ของคุณอยู่ลำดับที่หนึ่งเสมอหรือไม่?

การทำ SEO ไม่สามารถที่จะการันตีอันดับได้ว่าจะอยู่ในอันดับที่หนึ่งตลอดไป เนื่องจากระบบ AI ของ Google จะมีการเก็บข้อมูลเป็นระยะ เพื่อนำไปเทียบคุณภาพกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกัน จึงจำเป็นต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ สำหรับเว็บไซต์ใหม่ ๆ ก็ต้องมีระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลนานเพียงพอจึงจะติดอันดับบน ๆ ได้

  1. การทำ SEO คือ การทำเฉพาะเนื้อหาบทความเท่านั้นใช่หรือไม่?

การทำ SEO ไม่ใช่การทำแค่เนื้อหาในเว็บไซต์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตั้งชื่อหัวเรื่อง ตั้งชื่อเพจ การใส่รายละเอียดของคลิปหรือรูปภาพประกอบ ให้ตรงกับ keyword ที่คนค้นหามากที่สุด นอกจากนี้ การทำลิงก์เชื่อมโยงไปสู่แหล่งข้อมูลภายนอกและระหว่างเพจก็สำคัญต่อการเพิ่มสถิติ traffic อีกทั้งการดูแลโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อความสะดวกต่อผู้ใช้และสวยงาม เป็นที่ประทับใจของลูกค้า ก็ห้ามมองข้ามเช่นกัน

  1. ทำไมต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์?

การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ห้ามทำ ทั้งเนื้อหาบทความภาษาไทยและต่างประเทศ รูปภาพที่นำมาประกอบเนื้อหา หากไม่ได้ทำเอง ก็ต้องเลือกจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตเสมอ การใช้เพลงประกอบในคลิปวีดีโอก็ต้องเลือกจากคลังเพลงที่ปลอดลิขสิทธิ์เช่นกัน ฯลฯ หากมีการใช้ทรัพยากรที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่และถูกรายงาน หรือถูกระบบของ Google ตรวจจับ จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับ SEO ลงไปด้านล่าง ซึ่งส่งผลต่อยอดการขายสินค้าและจำนวนลูกค้าในระยะยาวได้

การทำ SEO นับว่าจำเป็นในทุกประเภทสินค้าและบริการในยุค 2020 ที่ผู้คนนิยมซื้อขายใช้บริการห้างร้าน โรงแรมที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หากทำการตลาดออนไลน์ด้วยระบบ SEO ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน ทำให้คุณได้ส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้น เราหวังว่าทั้ง 4 คำถามคำตอบข้างต้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการเป็นนักธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป

ถ้าไม่ทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO จะเกิดข้อเสียอะไรบ้าง ?

Jimbe Allen
05/07/2020
ธุรกิจอาจถอยหลัง หากไม่ทำ SEO

ผู้ที่ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ส่วนใหญ่ มักจะบอกต่อกันว่า ต้องทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO ด้วย เพื่อให้ขายของได้มาก ซึ่งแม่ค้ามือใหม่หลายคนก็อาจสงสัยว่า ทำไมถึงต้องทำ SEO เพราะต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วย เรารวบรวมข้อเสียหากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO มาฝากกัน เพื่อให้คุณได้พิจารณาดูว่าควรทำเว็บไซต์ตามหลัก SEO หรือไม่….

ทำให้ไม่ได้อันดับบน ๆ ของการสืบค้นใน Google – ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ทุกคนต่างคาดหวังให้ลูกค้าพิมพ์คำสำคัญเกี่ยวกับสินค้าตัวเอง แล้วปรากฏเว็บไซต์คุณอยู่ในอันดับต้น ๆ เพราะนั่นจะหมายถึงโอกาสขายของได้มากขึ้น จากการที่ลูกค้าเชื่อมั่นในเว็บไซต์ของคุณ จึงตัดสินใจคลิกเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมสินค้า ถ้าคุณไม่ทำ SEO นั่นหมายถึง โอกาสที่แบรนด์สินค้าของคุณจะถูกปรากฏในอันดับท็อป 3 ถึงท็อป 10 ของหน้าต่างการสืบค้นทาง Google ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ลูกค้าจึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นเว็บไซต์ของคุณเลย

ทำให้ต้องเสียค่าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น – คุณอาจเคยเห็นป้ายแบนเนอร์โฆษณาหรือคำว่า Ads หรือโฆษณาคู่กับเว็บไซต์แนะนำเมื่อค้นหาทาง Google หรือเข้าชมเว็บไซต์ยอดนิยมต่าง ๆ นั่นเรียกว่าการทำ SEM หรือ search engine marketing เป็นการตลาดแบบเสียเงินให้แก่ Google หรือเจ้าของเว็บไซต์เอกชนเหล่านั้นตามข้อตกลง เช่น ตามจำนวนครั้งของการคลิกเข้าชม จ่ายค่าประมูลพื้นที่โฆษณา และคิดเวลาเป็นรายวัน รายเดือน ฯลฯ อาจต้องจ่ายตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไปต่อเดือนเลยทีเดียว คิดเล่นๆ หากลงโฆษณาคีย์เวิร์ด สโมสรลิเวอร์พูล แล้ววันนึงมีคนคลิกเป็นร้อยถึงหลักพัน หากเสียคลิกละ 10 บาท จะต้องจ่ายค่าโฆษณาสูงถึง หลักพันถึงหมื่นต่อวันทีเดียว

ถ้าคุณไม่อยากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาที่สิ้นเปลืองเกินไป ต้องเรียนรู้การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินประชาสัมพันธ์เลย

ทำให้เสียลูกค้าให้แก่คู่แข่ง – ปัจจุบันใคร ๆ ก็สามารถที่จะผลิตสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น หากคุณทำผลิตภัณฑ์แนวเครื่องสำอาง คุณก็สามารถที่จะจ้างโรงงานทำสินค้าที่เรียกว่า OEM คือ เป็นโรงงานรับจ้างผลิตตามสูตรที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ แต่ถ้าแบรนด์สินค้าของคุณนั้นไม่เป็นที่รู้จัก ก็เท่ากับคุณกำลังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจำนวนนับพันรายที่ผลิตสินค้าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ ทำให้คุณต้องเสียโอกาสในการขาย และเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่บริษัทคู่แข่งที่ทำ SEO ไปโดยปริยาย และโดยปกติแล้วลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อใช้แบรนด์สินค้าใดแล้วพอใจ ก็มักก็ใช้อย่างต่อเนื่อง นั่นเท่ากับว่าคุณต้องสูญเสียผลประโยชน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

คงเห็นแล้วว่า หากคุณไม่ทำเว็บไซต์ SEO ให้กับเว็บไซต์ ก็จะเกิดผลเสียมากถึง 3 ประเด็น เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณพิจารณาไตร่ตรองให้ดีว่าควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์หรือไม่ และหากจะทำ ควรจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการทำอย่างดีที่สุด

ทำไมคุณถึงต้องรู้จัก algorithm บน Google สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO

Jimbe Allen
07/06/2020
ทำไมคุณถึงต้องรู้จัก algorithm บน Google สำหรับการทำเว็บไซต์ SEO

การทำ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด ให้แก่เว็บไซต์ออนไลน์ เป็นปัจจัยจำเป็นที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จในยุค 2020 ไม่ว่าจะทำธุรกิจวงการใด อาทิ การโรงแรม ท่องเที่ยว ขายสินค้าแฟชั่น วิตามินอาหารเสริม ฯลฯ ก็กล่าวได้ว่านักธุรกิจยุคใหม่จำนวนไม่น้อย ได้หันมาทำการค้าบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะสามารถลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลาย

แต่หากไม่รู้จัก Google algorithm ของ SEO อย่างถ่องแท้ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ได้ทั้งด้านชื่อเสียงของแบรนด์และยอดจำหน่าย

เรามาดูกันว่า Google algorithm มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ต่อการทำเว็บไซต์ SEO

ส่งผลต่อการจัดอันดับการสืบค้นเว็บไซต์

ระบบของ Google จะใช้การสืบค้นผ่าน keyword ทางช่อง Google search โดยประมวลจากคำที่มีผู้พิมพ์ค้นหาบ่อยที่สุด ไล่อันดับรองลงมา ดังนั้นการเลือก keyword ที่เหมาะสมมาใช้ในการผลิตบทความ การตั้งชื่อรูปภาพหรือการใส่ใน alt text จึงสำคัญ เพื่อให้ระบบ algorithm ตรวจจับเจอข้อมูลจากเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น

ช่วยประหยัดค่าโฆษณา

เมื่อคุณทำระบบ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าการตลาดด้วยการเช่าพื้นที่โฆษณา หรือที่เรียกว่า SEM (Search Engine Marketing) ที่ต้องจ่ายแบบ pay per click (PPC) ที่ต้องจ่ายตามจำนวนครั้งการคลิกของผู้เข้าชมให้แก่ Google ดังนั้นหากทำ SEO ได้ดี อันดับเว็บไซต์ของคุณก็จะดีขึ้นได้แบบฟรี ๆ ด้วย

ทำให้แต่ละเว็บไซต์ที่ต้องการติดอันดับใน Google จะถูกออกแบบในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

การละเมิดกฎใด ๆ ของ Google จะทำให้ถูกแบนหรือลดอันดับการมองเห็นได้ ซึ่งระบบ Google algorithm มีอยู่หลายชนิดที่ทำหน้าที่ในการตรวจจับความผิด เช่น การคัดลอกบทความจากแหล่งอื่น การทำ Link ที่ผิดกฎ การใช้รูปภาพที่เจ้าของไม่อนุญาต การทำสแปมคีย์เวิร์ด ฯลฯ ผลคือ คุณจะได้รับโทษจาก Google ตามระดับความร้ายแรง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้คุณนั้นเสียโอกาสในการขายสินค้าและบริการ ทำให้คู่แข่งแซงหน้าคุณไปอีกหลายก้าวเลยทีเดียว ดังนั้นแต่ละเว็บไซต์จึงต้องแข่งขันกันทำให้ถูกต้องและผู้ชมก็จะได้รับประโยชน์

ทำให้ได้เห็นทิศทางในการพัฒนาเว็บไซต์ที่ดี

ถ้าคุณใช้บริการหาข้อมูลด้วย Google เป็นประจำ ลองพิมพ์ด้วย keyword หนึ่ง ๆ คุณจะเห็นได้ว่ามีเว็บไซต์คุณภาพชั้นนำอยู่ 1-3 เว็บไซต์ เป็นเจ้าประจำที่คุณจะพบทุกครั้งเมื่อใช้ keyword ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ หากคุณคลิกเข้าไปดู ก็จะเห็นได้ว่าเขามีแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์อย่างไร จึงปรากฏในอันดับต้นอยู่เสมอ แสดงว่าผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ดังกล่าวเข้าใจระบบ SEO ได้อย่างดี คุณควรจะเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างนั้น เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีทิศทางยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ระบบ algorithmของ Google นั้นมีความสำคัญ และส่งผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจออนไลน์ของคุณอย่างมาก เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO ได้นำไปปรับใช้และพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจ

Jimbe Allen
06/05/2020
ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจ

การทำธุรกิจจะต้องมีการโปรโมทเพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการโปรโมทด้วยวิดีโอให้ติดบนตำแหน่งหน้าแรกของ Google Search และบน YouTube เราจึงมีทริคการทำ SEO ที่เป็นตัวช่วยให้วิดีโอของคุณมีโอกาสในการโปรโมทธุรกิจได้ดีขึ้นแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ดังต่อไปนี้

ทริคที่ 1 ใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag YouTube

ถึงแม้ว่าวิดีโอของคุณมีเนื้อหาที่ดีเยี่ยม ตัดต่อได้สุดยอดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag ก็อาจส่งผลให้คนดูมองไม่เห็นการโปรโมทธุรกิจของคุณได้ ทริคนี้จึงเป็นพื้นฐานในการทำ SEO เนื่องจาก YouTube ให้ tag มาแล้ว เพียงคุณใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน tag ประมาณ 3 – 5 คำและคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องประมาณ 4 – 5 คำ เพื่อ YouTube ได้ดูว่าวิดีโอของคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดใน tag จำนวนที่มากเกินไปซึ่งมีหลายคนคิดว่าจะทำให้วิดีโอไปติดในหัวข้อต่าง ๆ การทำเช่นนี้ อาจจะทำให้ YouTube มีความสับสนหรือเดาไม่ได้ว่าวิดีโอเกี่ยวกับหัวข้ออะไรกันแน่

ทริคที่ 2 ความสำคัญกับประโยคแรกของชื่อวิดีโอ

การตั้งชื่อวิดีโอ หลายคนได้ตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายและสละสลวยอาจจะเป็นชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัทหรืออาจเป็นประโยคที่บ่งบอกว่าเกี่ยวกับอะไร แต่ก็ไม่มีผลต่อการให้วิดีโอติดอยู่บนหน้าแรกของ YouTube เนื่องจากสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การเน้นประโยคหรือคีย์เวิร์ดคำแรกที่เริ่มต้นชื่อวิดีโอ จากนั้นค่อยตามด้วยคำอื่น ๆ ที่ต้องการได้เลย ก็จะทำให้วิดีโอมีโอกาสสูงที่จะติดอยู่หน้าแรกของ YouTube ได้

ทริคที่ 3 ใส่คีย์เวิร์ดในส่วน Description ใต้วิดีโอ

การใส่รายละเอียดในส่วน Description ใต้วิดีโอ โดยมีความยาวที่เหมาะสมประมาณ 15 – 20 บรรทัด ที่สำคัญให้แทรกคีย์เวิร์ดเป็นระยะและปริมาณในจำนวนที่เหมาะสมหรือประมาณ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ลงไปด้วย เพื่อให้ YouTube ได้เข้าใจมากขึ้นว่าวิดีโอของคุณเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งเป็นทริคที่ทำได้ด้วยตัวเองและยังสามารถใช้สำหรับมือใหม่ที่เริ่มทำธุรกิจได้อีกด้วย

นอกจาก 3 ทริคการทำ SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube เพื่อโปรโมทธุรกิจดังกล่าวข้างต้นแล้ว หากต้องการให้ YouTube มีประสิทธิภาพในการโปรโมทหรือมีอัตราการคลิกเข้าชมสูง อาจจะเพิ่มเติมภาพหน้าปกที่โดดเด่นให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการเลือกภาพที่มีสีตัดกัน ไม่ว่าจะเป็น สีแดง ขาว ดำ ส้ม ฟ้า เขียว พร้อมเขียนประโยคบนภาพหน้าปกที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชม รวมถึงความยาวของวิดีโออย่างน้อย 8 – 15 นาที เพียงเท่านี้ วิดีโอบน YouTube ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตมากกว่าเดิมได้ดีเลยทีเดียว

SEO สำหรับวิดีโอบน YouTube

Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

Jimbe Allen
05/04/2020
Google คิดอย่างไรกับ SEO Low Quality Page รู้ไว้จะได้ไม่ต้องทำ

หากเราพูดถึง การทำ SEO นั้นสิ่งที่หลายคนจะต้องคำนึงถึงก็คือการประเมินคุณภาพเว็บไซต์จาก Google ซึ่งการให้คะแนนนี้ไม่ได้มีการให้คะแนนบวกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการหักคะแนนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมาแนะนำให้คุณได้รู้ว่า SEO Low Quality Page นั้นมีลักษณะอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทำเว็บไซต์ออกมาแล้วโดนประเมินคะแนนจาก Google ต่ำ

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในทางลบ ชื่อเสียงในทางลบในที่นี้หมายถึงการที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงานให้เป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการก่อกวนหรือผิดนโยบายของ Google นั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณถูกรายงาน ก็อาจมีสิทธิ์ตกอันดับหรือถูกงดให้ขึ้นไปอยู่บนเพจของ Google ได้เหมือนกัน

เป็นเว็บไซต์ที่ถูกทิ้งให้ไม่มีการอัปเดต หรือเป็นสแปม เราเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นเว็บไซต์ที่ไม่มีการอัปเดตใด ๆ หรือถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ แต่กลับเป็นเว็บไซต์ที่นำไปสร้าง backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนหน้าเพจนั้น ๆ ใช่เลย เว็บไซต์แบบนี้เองที่ถือว่าเป็นสแปม

ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีการ verify มีความเป็นไปได้ที่ Google จะไม่นำเอาเว็บไซต์ของคุณไปขึ้นอยู่บนหน้าแรกของ Google โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรทำการ verify ส่วนต่าง ๆ เช่น SSL ให้เรียบร้อย

ไม่มีข้อมูลเว็บไซต์ เมนูของเว็บไซต์ เช่น หน้าแรก ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ ข้อมูลการติดต่อ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำให้ผู้ชมสามารถค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ได้ง่าย

เนื้อหาในเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำ เนื้อหาที่คัดลอกมาหรือผ่านการทำ spinning นั้นถือว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพต่ำที่ Google ไม่ชอบเอามาก ๆ เลยล่ะ เนื่องจากมันดูไม่สร้างสรรค์และไปซ้ำกับเว็บไซต์อื่นด้วย

สร้างเนื้อหามาหลอก bot ของ search engine สมัยนี้ bot ของ search engine อย่าง Google ไม่ได้โง่อีกต่อไปแล้ว แถมยังมีระบบดักจับเว็บไซต์ที่ชอบสร้างเนื้อหาขึ้นมาตบตาอีกด้วย

มีเนื้อหาหรือหน้าของเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย เนื้อหาที่เป็นอันตรายนั้นมักจะประกอบไปด้วยส่วนที่โยงไปหา ไวรัสและมัลแวร์ รวมถึงมีโฆษณาล่อแหลมที่เป็นแหล่งของสปายแวร์ทั้งหลาย หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาแบบนี้อยู่ ก็ยิ่งมีโอกาสตกอันดับมากขึ้น

เราจะเห็นได้ว่า SEO Low Quality Page หรือเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำนั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ โดยไม่ได้เป็นเรื่องของคุณภาพเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของโครงสร้างภายในและเว็บไซต์อีกด้วย หากคุณไม่ต้องการให้เว็บไซต์ของคุณถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำแล้วล่ะก็ ห้ามทำตาม list ที่อยู่ด้านบนเด็ดขาด

ลักษณะของ SEO Low Quality Page

เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

Jimbe Allen
04/04/2020
เทคนิคการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักการตลาดออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้นักการตลาดหลายคนที่เริ่มเข้าวงการจึงศึกษาวิธีการทำเว็บไซต์และวิธีทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine อย่างจริงจัง โดยเทคนิคการทำ SEO เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำมาใช้ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ง่ายขึ้น ซึ่งเทคนิคในการทำ SEO ที่ได้รับความนิยมมีดังนี้

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

นำโปรแกรม Keyword Planner มาใช้ การหาคีย์เวิร์ดทองคำที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย จำเป็นต้องพึ่งพาโปรแกรม Keyword Planner เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกถึงจำนวนการค้นหาต่อเดือน แต่ยังบอกคำใกล้เคียงที่สามารถนำมาใช้ผสมผสานกับคีย์เวิร์ดหลักเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

แทรก Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยในทุกหน้าของเว็บไซต์ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกคีย์เวิร์ดมีความสำคัญมาก ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ดที่ทำการค้นหามาเป็นอย่างดีแล้วว่ามีจำนวนผู้คนหาเยอะ ให้แทรกอยู่ในชื่อเว็บไซต์ ชื่อหัวข้อบทความ เนื้อหาบทความ หรือส่วนอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ทั้ง On-page และ Off-page ในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น

การแสดงหน้าเว็บไซต์ต้องรองรับการดูในมือถือด้วย เนื่องจาก Search Engine มองว่าสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า Desktop และ Laptop จึงทำให้ Search Engine เน้นความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และมองว่าเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการดูในมือถือ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ จึงอาจทำให้ถูกลดอันดับได้

แม้ว่านักการตลาดออนไลน์มือใหม่จะทำตามเทคนิค SEO เป็นอย่างดีแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นดั่งใจหวัง ซึ่งการที่เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบนหน้าแรกเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ

2 สาเหตุหลัก ที่ทำให้เว็บไม่ติดอันดับ

– Content บนเว็บไซต์ขาดคุณภาพหรือมีจำนวนไม่มากพอ การทำคอนเทนต์ลงเว็บไซต์จำนวนมากแต่ไม่ได้คุณภาพ เช่น จำนวนคำในบทความน้อยเกินไป หรือใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไปจนอ่านไม่รู้เรื่อง เป็นต้น รวมถึงจำนวนคอนเทนต์ที่ไม่มากพอ ทำให้อัลกอริทึ่มบน Search Engine มองข้าม ซึ่งการจะโพสต์คอนเทนต์คุณภาพและมีจำนวนมากพอก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากอัลกอริทึมบน Search Engine ต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ได้ทั้งหมด

– จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่มากพอ แน่นอนว่าการเก็บจำนวนผู้เข้าชมจำนวนมาก ไม่สามารถทำได้ภายในคืนเดียว ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือ สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจควบคู่ไปกับการทำ Backlink จากเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือหมวดหมู่เดียวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อเรียกกลุ่มเป้าหมายให้เข้าสู่เว็บไซต์ จึงจะช่วยเรื่องการไต่อันดับบน Search Engine ได้เป็นอย่างดี

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกด้วยเทคนิค SEO เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก แต่ก็ทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีได้นานกว่าวิธีอื่น ๆ

เทคนิค SEO ที่ได้รับความนิยม

ทำไมต้องจ้างนักเขียนทำบทความ SEO ?

Jimbe Allen
01/04/2020

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการเขียนบทความนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้และ การเขียนบทความ SEO ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเพียงแค่รู้หลักการเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน… เรามาดูกันว่าการจ้างนักเขียนบทความ SEO นั้นช่วยทำให้การทำ SEO ไต่อันดับและช่วยงานคุณได้อย่างไรบ้าง แล้วคุณอาจเปลี่ยนใจอยากจ้างนักเขียนไปตลอดก็ได้นะ

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

การเขียนบทความ SEO ไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความทั่วไป

หากคุณคิดว่าบทความทั่วไปที่ไม่ต้องมีคีย์เวิร์ดนั้นยากอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจได้แบบง่าย ๆ ว่าการเขียนบทความ SEO นั้นมีระดับความยากยิ่งกว่า เพราะบทความ SEO ต้องมีการแทรกคีย์เวิร์ด สอดแทรกเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไป แต่ในทางเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้บทความน่าเบื่อเพื่อให้คนอ่านสามารถอ่านไปได้จนจบอีกด้วยเหมือนกัน

บทความแต่ละบทใช้เวลาในการเขียน

แน่นอนว่าการเขียนบทความทั่วไปนั้นไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะในขั้นตอนของการเขียนไม่ได้มีเพียงแค่การพิมพ์ตัวหนังสือออกมาเท่านั้น แต่ยังมีขั้นตอนของการค้นคว้าและเรียบเรียงตัวหนังสือเพื่อให้ได้บทความที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร พร้อมกับแทรกคีย์เวิร์ดหลายคำเข้าไปอีกด้วย มันน่าจะดีกว่าถ้าคุณจ้างนักเขียนที่มีความเชี่ยวชาญมาจัดการให้

นักเขียนมีความเชี่ยวชาญและทักษะในการเขียนบทความ SEO มากกว่า

อย่างที่เรารู้กันไปแล้วว่าบทความ SEO นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บทความธรรมดาทั่วไป นอกจากจะต้องใช้ทักษะทางด้านการเขียนแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจวิธีการทำ SEO อีกด้วย ลองคิดดูสิว่าการที่คุณต้องเขียนเองนั้น ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกี่เดือนจึงจะเขียนบทความให้มีคุณภาพได้ แต่นักเขียนบทความ SEO จะช่วยตัดปัญหาเรื่องของการที่คุณต้องไปนั่งเรียนเองหรือหาความรู้เอาเองได้เยอะเลยทีเดียวล่ะ

ได้ผลลัพธ์ทันทีด้วยบทความที่มีคุณภาพ

คุณสามารถนำบทความ SEO ที่ได้จากนักเขียนไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งคิดเองว่าจะต้องวางคีย์เวิร์ดไว้ตรงไหนบ้าง แล้วแต่ละบทจะต้องมีกี่คำ เพราะนักเขียนจะเป็นคนจัดการให้คุณทั้งหมดเสร็จสรรพ โดยบทความที่ได้จะเป็นบทความที่มีทั้งคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ มีจำนวนคำที่เหมาะสมต่อการทำ SEO และยังเป็นบทความที่วางตำแหน่งแต่ละพารากราฟได้อย่างลงตัว สามารถนำไปโพสต์ได้เลยทันที

เห็นไหมว่าการจ้างนักเขียนเพื่อทำบทความ SEO นั้นไม่ได้แค่ช่วยให้คุณได้บทความ SEO ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณและช่วยย่นเวลาของคุณเพื่อไปดูแลงานอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียว แล้วคุณล่ะอยากเปลี่ยนจากการเขียนบทความเอง มาเป็นการจ้างนักเขียนแทนหรือไม่

เหตุผลที่ต้องจ้างเขียนบทความ

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

Jimbe Allen
30/03/2020
หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้

การจะทำให้เว็บใดเว็บหนึ่งไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นบทความคุณภาพหรือเป็นบทความที่มีคนอ่านเยอะ ๆ เท่านั้น ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ผู้ทำ SEO จะต้องทราบเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำ SEO ผลิตผลงานออกมาตรงกับสเปคของ Google ให้มากที่สุด หลัก ๆ แล้วเกณฑ์การจัดอันดับบน Google จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ รับรองได้เลยว่าไม่ยากเกินไป ใคร ๆ ก็ทำได้

หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google 4 ข้อ ที่ผู้ทำ SEO ไม่รู้ไม่ได้

Mobile Friendly เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทความในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก จากแต่ก่อนผู้บริโภคจะได้รับข่าวสารจากทางโทรทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงกว่าผู้ใช้โทรทัศน์และวิทยุรวมกันเสียอีก จึงไม่แปลกเลยที่ใครก็ตามหวังจะดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ให้ได้ จำเป็นต้องปรับตัวตรงนี้ด้วย โดยเว็บที่เป็น Mobile Friendly อาจจะไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เพราะสมัยนี้ทุกอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้หมดแล้ว

การเขียนบทความคุณภาพ การเขียนบทความ SEO ให้ได้คุณภาพจะต้องอาศัย Content ที่น่าสนใจในการนำเสนอ จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบทความให้เทียบเท่ากับกวีเอกหรืออย่างไร เพียงแค่เป็นบทความที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นบทความคุณภาพได้แล้ว สังเกตได้จากเว็บดัง ๆ หลายเว็บก็ไม่ได้เขียนบทความที่แปลกพิสดารอะไรนัก ก็เป็นบทความที่อ่านง่าย แต่สำคัญที่บทความที่เขานำเสนอเป็นบทความที่ตรงใจผู้บริโภคนั่นเอง

เวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ การจัดอันดับของ Google จะสนใจด้วยว่าพฤติกรรมของผู้อ่านมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ของเรามากน้อยแค่ไหน โดยเว็บที่ผู้อ่านใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเรานาน ๆ จะได้คะแนนมากกว่าเว็บที่ผู้อ่านเข้าไปแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว คำถามคือจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้นานพอ มันจะมีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่าบทความประเภท How to หรือ Evergreen Content เป็นบทความแนะนำทีละสเต็ป ๆ ผู้อ่านจะเปิดหน้าเว็บของเราค้างเอาไว้หรือไม่ก็จะกลับมาอ่านซ้ำอย่างแน่นอน

จำนวนผู้เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของเรา หลักเกณฑ์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการจัดอันดับของ Google ก็คือจำนวนผู้เข้าชม หากเว็บอื่น ๆ ทำตามหลักเกณฑ์ข้างต้นและได้คะแนนพอ ๆ กัน ทำให้ Google จะตัดสินใจจากจำนวนผู้ชมเป็นอันดับสุดท้าย เพราะถึงแม้ Google จะให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ก็อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการจัดอันดับบน Google ก็เกี่ยวข้องกับความนิยมของเว็บไซต์ด้วย หากไม่มีผู้ชมก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Content ที่ดีนัก

เมื่อผู้ทำ SEO ได้รู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google แล้ว ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการสร้าง Content คุณภาพได้ อาจจะโฟกัสไปที่กลุ่มผู้บริโภคก่อนว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร ใช้สมาร์ทโฟนหรือคอม PC มากกว่ากัน เขาสนใจเนื้อหาในเรื่องไหน เราจะทำ Content ให้ตรงใจได้อย่างไร รวมถึงเนื้อหาในบทความนั้นจะดึงดูดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ได้นานแค่ไหน เชื่อว่าถ้าเราทำได้ตามหลักเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้นแล้ว จำนวนผู้ชมเว็บไซต์ในข้อที่ 4 จะตามมาเองโดยปริยาย

จะทำ SEO ต้องรู้หลักเกณฑ์การจัดอันดับของ Google

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

Marketplace คือ Platform สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้มาพบปะกัน โดยในปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมาย ซึ่งมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย คือ Lazada และ Shopee เนื่องจากเป็นแพลทฟอร์มที่มีการใช้งานง่าย

ในปัจจุบันมีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับอาชีพ ขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ไวที่สุด แต่ด้วยจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายร้านไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ปัญหายอดขายตกเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีจำนวนผู้ขายสินค้าประเภทเดียวกันมากเกินไป, การตัดราคาแข่งขันทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าวงกว้างและลูกค้ามองไม่เห็นร้านค้า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากร้านค้านั้น ๆ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่ง SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อถือ ในปัจจุบัน Marketplace ได้อัปเดตให้ร้านค้าสามารถทำ SEO ได้ แต่น้อยคนที่รู้ถึงความลับนี้ โดยวิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้าบน Marketplace สามารถทำได้ดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับร้านค้า

ตั้งชื่อสินค้าโดยใช้ Keyword โดยการตั้งชื่อสินค้าที่ดีต้องใช้ Niches keyword (คีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง) ผสมกับ Long tail keyword (คีย์เวิร์ดที่มีคำขยาย) เช่น รองเท้าบาสเกตบอลชาย เป็นต้น โดย Keyword เหล่านี้ต้องเป็นคำที่มีคนค้นหาเยอะแต่การแข่งขันต่ำ โดยสามารถหาได้โดยการใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการมากมายทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็นำมาตั้งชื่อสินค้าและตามด้วยรายละเอียดสินค้า จะทำให้ชื่อสินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

รูปภาพสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดสายตากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การแต่งรูปสินค้นให้มีความน่าสนใจ โดยอาจดูไอเดียการแต่งสินค้าจากสินค้ากลุ่มเดียวกันของร้านอื่น ๆ ที่มีจำนวนผู้ซื้อเยอะจากนั้นตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niches keyword

ทำ VDO รีวิวสินค้าสั้น ๆ จะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้นและยังทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเห็นสินค้าจริง ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

เขียนคำอธิบายสินค้าให้ครอบคลุม การเขียนรายละเอียดสินค้าให้มีความชัดเจนตั้งแต่แรกจะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า โดยการเขียนคำอธิบายควรใช้ Keyword แทรกลงไปด้วยเพื่อให้สินค้าติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Search Engine นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดี จะทำให้ร้านค้าดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

แม้ว่าการนำ Keyword มาใช้ในการทำ SEO ให้กับร้านค้าจะเป็นเรื่องดี ช่วยกระตุ้นยอดขายและการเข้าถึงที่มากขึ้น แต่การใช้ Keyword ในคำอธิบายสินค้ามากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นการสแปมคีย์เวิร์ด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเสียความน่าเชื่อถือและถูกลดอันดับในผลการค้นหาได้เช่นกัน

เพิ่มยอดขายบน Marketplace ด้วย SEO

SEO กับ SEM ต่างกันที่ตรงไหน อย่างไร?

Jimbe Allen
25/03/2020
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

ความรู้ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดมือเก่ามือใหม่คุ้นเคยกันดี เพราะการทำ SEO เป็นวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Search Engine ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้น ความนิยมของ Search Engine แต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป เช่น ในประเทศไทยใช้ Google เป็นหลัก, ประเทศจีนนิยมใช้ Baidu หรือประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้ Yahoo เป็นต้น

วิธีการทำ SEO แบ่งออกเป็นการทำ On-page หรือการนำ Keyword ที่มีการค้นหาเยอะแต่มีอัตราการแข่งขันน้อยมาใช้เขียนบทความต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอัตราการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ของ Search Engine และการทำ Off-page หรือการทำ back link จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ แนะนำมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความสนใจจาก Search Engine ที่กำลังทำอยู่

SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นพื้นฐานหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เช่นกัน แต่กลับถูกมองข้าม SEM คือ การซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine โดยใช้ Keyword ในตลาดที่ต้องการมาแข่งขัน โดยภายในเว็บไซต์ที่ทำ SEM อาจมีหรือไม่มีการทำ SEO ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการทำ SEM ให้ได้ผลยั่งยืนควรทำ SEM ไปพร้อมกับการทำ SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานและ Search Engine

ความแตกต่างของ SEM และ SEO

– SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM ซึ่งไม่ควรจะแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผลลัพธ์ของแต่ละเว็บไซต์มีความแตกต่างกันไป เช่น ความต้องการยอดขาย, ความต้องการสร้างแบรนด์ หรือความต้องการให้คนเข้าเว็บไซต์เยอะ ๆ เพื่อขายพื้นที่โฆษณา เป็นต้น

– SEM เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดออนไลน์ด้วยการซื้อพื้นที่โฆษณาใน Keyword ที่ต้องการ แต่ SEO เป็นวิธีการแข่งขันการตลาดด้วยการทำ Content ด้วยการใช้ Keyword

– SEM ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้เร็วกว่า แต่หากไม่ทำพื้นฐานให้ดีหรือเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันสูงเกินไป อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ โดยวิธีการเรียกเก็บค่าบริการจะเป็นแบบ PPC หรือ Pay per click คือ หากไม่มีการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน แตกต่างจาก SEO ที่หากเลือก Keyword ดี มีอัตราการแข่งขันต่ำแต่คนค้นหาเยอะ อัปโหลดบทความหรือ Content ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้เช่นกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อคลิกเหมือน SEM นอกจากนี้แม้ว่าการทำ SEM จะสามารถทำให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ได้ตามความต้องการ แต่หากเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้ง SEM และ SEO เป็นพื้นฐานการทำเว็บไซต์ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องศึกษาให้ดีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่หากจะให้ดีการทำพื้นฐานเว็บไซต์ดี (SEO) เช่น เว็บโหลดไว, มี content ที่มีประโยชน์, อัปโหลดสม่ำเสมอ และทำ SEM ควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพและสามารถทำตามเป้าหมายของเว็บไซต์ที่ตั้งไว้ให้เป็นจริงได้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

ความแตกต่างของ SEM และ SEO