สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

Jimbe Allen
13/04/2019
สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้ขึ้นสู่อันดับต้นของหน้าต่างการค้นหาของ Search Engine ต่าง ๆ ซึ่งมีสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ที่เราได้รวบรวมมาดังนี้

1. การทำ SEO ไม่มีสูตรที่เป็นหลักเกณฑ์ตายตัว ต้องหมั่นปรับปรุงให้เหมาะกับสินค้าหรือบริการ เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ ควรเน้นที่การให้ความรู้และการบริการที่ประทับใจ ธุรกิจการโรงแรมควรเน้นที่ความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อและส่วนลดหรือโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ เป็นต้น

2. การทำ SEO ต้องใช้เวลาที่ต่างกันไปตามชนิดของธุรกิจ จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอันดับการสืบค้น หากเป็นสินค้าแนวร้านค้าออนไลน์ทั่วไปใช้เวลา 3 เดือน แต่ธุรกิจโรงแรม ต้องใช้เวลานานเป็น 1 ปี เพราะว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาลของการท่องเที่ยว เป็นต้น

3. ใน Search Engine มีระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ หรือ AI Algorithm ที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของบทความในเว็บไซต์ หากตรวจเจอว่ามีการคัดลอกเนื้อหามาจากเว็บไซต์อื่น จะทำให้ผลการจัดอันดับตกลง ดังนั้น การทำบทความต่าง ๆ จึงควรเขียนใหม่ โดยใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อลดโอกาสมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน จนทำให้การทำ SEO ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

4. เว็บไซต์ SEO ควรมีการเลือกฟอนต์ตัวอักษร สี และภาพประกอบ ที่เหมาะสม ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงสินค้าและบริการได้ดีขึ้น เช่น สีเขียว ที่มีความหมายถึงความเป็นธรรมชาติเหมาะกับสินค้าพวกวิตามิน อาหารเสริม สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกเป็นทางการเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

5. การทำเว็บไซต์ SEO ที่ให้ผลดีในระยะยาว ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของ Search Engine มีการรวมข้อมูลใน Database เพื่อจัดอันดับ Website ต่าง ๆ ตลอดเวลา การอัปเดตข้อมูลเป็นประจำนอกจากส่งผลต่ออันดับแล้ว ยังทำให้เพิ่มความมั่นใจของลูกค้าในการมาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณด้วย

6. ไม่ควรทำการยัดเยียด Keyword ลงไปใน Meta Tag หรือในเนื้อหาเพื่อหวังว่าอันดับ SEO จะดีขึ้น เพราะระบบของ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของเนื้อหาในบทความได้ สิ่งที่ควรทำ คือ การกระจายคีย์เวิร์ดสำคัญ เพียง 1 – 2 คำ ต่อหนึ่งบทความ โดยให้มีความยาว 300 คำ จนถึง 1000 คำ จะทำให้มีอันดับการสืบค้นที่ดีกว่าบทความที่ยาวจากการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ในปี 2019 ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหกข้อ เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจค้าขายออนไลน์ควรรู้ เพื่อให้ตัดสินใจเลือกจ้างทีมงานหรือบริษัททำ SEO อย่างถูกต้อง โดยพิจารณาจากประสบการณ์ ความคุ้มค่าและความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ที่มีคุณภาพในระยะยาวด้วย

สิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้กับการทำ SEO

เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

Jimbe Allen
12/03/2019
เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น

การเขียนบทความที่มีคุณภาพตามแนว SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดี และทำให้มีผู้อ่านถูกใจและแชร์บอกต่อ ทำให้ในระยะยาวสามารถเพิ่มยอดขายของสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วย

ซึ่งเทคนิคการเขียน Content หรือบทความ SEO ที่ดี มีดังนี้

1. keyword ต้องกระจายทั่วไป

ในบทความควรมี keyword อยู่ในส่วนบทนำ ส่วนกลางของเนื้อหาและสรุป อย่างน้อยที่ละ 1 แห่ง โดยเลือกคำที่พิจารณาแล้วว่าผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการกลุ่มเป้าหมาย จะใช้คำเหล่านี้ในการค้นหาใน search engine

นอกจากนี้ ควรมี keyword ในจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความ เช่น ชื่อ title บทความ การตั้งชื่อ URL (URL address) และ Description (เป็นการบรรยายบทความแบบสั้น ๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่าหากคลิกเข้ามาแล้วจะได้อ่านบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง)

2. การตั้งชื่อภาพ และภาษาที่ใช้

การตั้งชื่อภาพหรือคลิปสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ควรเช็คให้เรียบร้อยก่อนอัพโหลด ว่ามี keyword ที่เหมาะสม และควรจะใช้ keyword ที่เป็นภาษาอังกฤษเนื่องจากว่าจะทำให้ไม่มีปัญหาการสะกดผิดทั้งวรรณยุกต์ สระ พยัญชนะ ซึ่งจะมีผลเสีย คือ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงรูปภาพหรือเปิดลิ้งค์คลิปต่าง ๆ

นอกจากนี้ อาจใส่รายละเอียด การบรรยายลักษณะภาพลงไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับระบบอัลกอริทึ่มของ search engine ในอนาคตที่จะวิเคราะห์คุณภาพของภาพประกอบบทความด้วย

3. ไม่ยัดเยียดยัด keyword

keyword ต้องมีการกระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดผู้อ่านมากเกินไป เพราะจะทำให้ถูก search engine (Google หรือ Yahoo) วิเคราะห์ว่าเป็นสเป็นสแปมหรือเป็นบทความคุณภาพ ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า keyword density หรือค่าความหนาแน่นของ keyword ในแต่ละบทความ ไม่ควรจะเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ จึงจะเหมาะสมที่สุด

4. ความยาวและคุณภาพที่ดี

การเขียนบทความที่มีคุณภาพนั้น ผู้เขียนควรให้มีความยาวที่เหมาะสม คือ 300-500 คำ เพราะผู้อ่านจะใช้เวลาอ่านไม่มากเกินไป เช่น การเขียนบทความในเฟสบุ้คก็ควรมีเนื้อหาสั้น ๆ กระชับ ได้ใจความ

ทั้งนี้ ในบทความควรมีเนื้อหาความรู้ที่สดใหม่ อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่มีการอัพเดทเสมอ เพื่อทำให้บทความมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ผู้เขียนบทความจึงต้องใส่ใจในคุณภาพและพัฒนาตัวเอง หมั่นศึกษาเพิ่มเติมความรู้และหาภาพหรือสื่อประกอบที่สวยงาม เพื่อให้งานเขียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจด้วยเทคนิคที่กล่าวมาทั้งสี่ข้อ จะช่วยให้เว็บไซต์สามารถถูกจัดอันดับด้วย search engine ไม่ว่าจะเป็น Yahoo หรือ Google ได้อันดับสูง ซึ่งจะทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการขายสินค้าและบริการได้ดีขึ้น ทั้งด้านยอดการขายและจำนวนลูกค้าและผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

เทคนิคการเขียนบทความ SEO ที่น่าสนใจและทำให้เว็บไซต์

การทำ topic cluster กับบทความ SEO มีอะไรดี

Jimbe Allen
27/01/2019
การทำ topic cluster กับบทความ SEO มีอะไรดี

การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพ เรียกได้ว่ามีความสำคัญต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์คุณ ทำให้เพิ่มยอดขายและจำนวนผู้ติดตามได้อย่างชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีการประยุกต์เรื่อง topic cluster เข้ากับการสร้างสรรค์งานเขียนบทความ SEO ด้วย จะมีข้อดีอย่างไรบ้างมาดูกัน

การทำ topic cluster กับบทความ SEO มีอะไร

อะไร คือ บทความ SEO

เป็นเนื้อหาที่มีสาระประโยชน์แก่ผู้อ่าน โดยมีรากฐานจากคีย์เวิร์ด SEO ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าเป็นคำที่มีคนสนใจหาข้อมูลในแง่ต่าง ๆ ผ่าน search engine ชื่อดังอย่าง google ทำให้บทความที่เขียนออกมามีโอกาสถูกเปิดอ่าน และตามมาด้วยโอกาสการขายสินค้าและบริการของคุณที่ดีมากกว่าเดิม

อะไรคือการทำ topic cluster

เป็นการสร้างกลุ่มของเนื้อหาบทความที่มีคีย์เวิร์ด SEO หลักเดียวกัน มีสาระที่เกี่ยวโยง หรือส่งเสริมกัน เพื่อสร้างความง่ายในการเข้าถึงบทความหมวดเดียวกัน เป็นการเพิ่มยอด traffic และจำนวนผู้ซื้อสินค้าและบริการของแบรนด์คุณที่ดียิ่งขึ้น

Topic cluster ประกอบด้วยอะไรบ้าง

Topic cluster ในปัจจุบันแบ่งย่อยเป็นสองกลุ่ม คือ Pillar content ที่เป็นตัวเนื้อหาหลัก หรือตัวบทความแม่ กับส่วนที่เป็น cluster content ที่มองว่าเป็นลูกข่าย หรือเนื้อหารองที่สนับสนุนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาหลักนั้น

เช่น คุณจะขายคอร์สการถ่ายรูปออนไลน์ ส่วนที่เป็น Pillar content คือ การอธิบายว่าคอร์สของคุณมีกี่ level ขั้นพื้นฐาน สำหรับบุคคลทั่วไป ขั้นกลาง สำหรับคนที่เป็นช่างภาพมือสมัครเล่น และขั้น advance สำหรับการต่อยอดฝีมือขั้นเทพ เป็นต้น ซึ่งในท้ายของบทความตัวแม่นี้ควรทำเป็นแบบฟอร์ม สำหรับให้ผู้ที่สนใจกรอกข้อมูลโดยง่าย อาจเป็นการทิ้งเบอร์ และอีเมล์ไว้ เพื่อให้พนักงานของคุณติดต่อกลับในวันทำการถัดไปก็ได้

ส่วนที่เป็น cluster content ได้แก่ การมีหัวข้อว่า ถ่ายภาพคนรักอย่างไร ให้ดูสวย ถ่ายภาพสร้างรายได้เสริมได้อย่างไร ในปี 2019 เป็นต้น เพื่อเป็นการให้ข้อมูลจริง ที่เปิดโลกทัศน์ หรือจูงใจให้ผู้ชมเว็บไซต์สนใจสมัครคอร์สเรียนถ่ายรูปออนไลน์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจ

ข้อดีของการทำบทความ SEO ให้เข้าเป็น topic cluster

การทำ topic cluster มีข้อดีต่อเว็บไซต์ของคุณ ดังนี้

1. มีจำนวนการสืบค้นระหว่าง content มากขึ้น เป็นการเพิ่ม traffic ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ชัดเจน และส่งผลต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์ใน search engine ด้วย

2. ช่วยลดการดูเว็บไซต์แล้วปิดตั้งแต่หน้าแรก หรือ ลด bounce rate

3. เป็นการทำให้บทความทั้งหมวดถูกจัดอันดับได้ดีขึ้นเป็น set


การทำ topic cluster กับบทความ SEO

การทำ topic cluster จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างจำนวนผู้เข้าชม และยอดขายที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนให้กับเว็บไซต์คุณได้ด้วยการจัดลำดับการสืบค้นที่ดีขึ้นจนคุณก็สามารถสังเกตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

5 ปัจจัยสำคัญหากต้องการทำอันดับให้ติดหน้าแรก (SEO)

Jimbe Allen
26/12/2018
5 ปัจจัยสำคัญหากต้องการทำอันดับให้ติดหน้าแรก (SEO)

ปัจจุบันการทำอันดับ (SEO) ในหน้าการค้นหา Google.co.th ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างก็พากันให้ความสำคัญมากขึ้นเพื่อมุ่งเน้นหาลูกค้าจากโลกอินเตอร์เน็ตโดยการใช้เว็บไซต์หรือแพลทฟอร์มอื่น ๆ เช่น มาร์เก็ตเพลซ ก็มีให้เลือกใช้หลายเจ้า ซึ่งแนวโน้มนี้ก็ไม่ต่างกับจำนวนของผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีมากขึ้นในทุก ๆ ปีเช่นเดียวกัน การทำอันดับให้ผู้คนเห็นสินค้าหรือบริการของธุรกิจจึงมีความสำคัญและไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังดันกิจการของคุณให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ควรศึกษา 5 ปัจจัยนี้ให้ดี

5 ปัจจัยสำคัญหากต้องการทำอันดับให้ติดหน้าแรก SEO

1. การสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ – การทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์ให้น่าสนใจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในยุคอินเตอร์เน็ต เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการนั่งดูทีวีหรืออ่านหนังสือมาเป็นการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และมาสู่หน้าจอมือถือแทบจะตลอดทั้งวัน การทำเนื้อหาเว็บไซต์หรือเขียนข้อมูลสินค้าของคุณให้มีความน่าสนใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

2. การทำ Onpage และ Offpage – เมื่อทำเนื้อหาให้น่าสนใจแล้วสิ่งต่อมาที่ต้องคู่กันเพื่อที่จะให้ Google รู้จักสินค้าหรือบริการเพื่อดันอันดับให้อยู่หน้าแรกก็คือการปรับ Onpage และ Offpage ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ Onpage คือ หน้าร้านของคุณ ส่วน Offpage ก็คือป้ายโฆษณาของคุณที่ไปติดตามที่ต่าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วการปรับจะมีเงื่อนไขอีกหลายประการซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://support.google.com/webmasters/answer/7451184

3. ค้นหา Keywords ที่ต้องใช้ – เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการที่ชัดเจนแล้วต้องค้นหา Keywords ที่จะต้องใช้ทำอันดับ เช่น หากคุณขายรองเท้าผู้ชาย คุณก็ควรจะทำอันดับกับคำว่า “รองเท้า” แต่แน่นอนว่าคุณต้องดูคู่แข่งด้วย ถ้าคำว่า รองเท้า นั้นมีคู่แข่งเยอะ คุณลองใช้คำที่ยาวขึ้นหรือศัพท์เทคนิคเรียกกันว่า “Longtail Keywords” ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าเกาหลีสำหรับผู้ชาย เพียงเท่านั้นคู่แข่งของคุณก็จะลดลงกว่าเดิมและยังตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอีกด้วย

4. กระตุ้นความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ – คงไม่มีใครชอบแน่หากเดินเข้ามาในร้านค้าแล้วไม่มีพนักงานต้อนรับหรือไม่มีใครยืนอยู่ในร้านเลย บรรยากาศเงียบเหงา เว็บไซต์ก็เช่นเดียวกันหากคุณไม่สร้างความเคลื่อนไหวด้วยการอัพคอนเทนต์ใหม่ ๆ ลงไป สร้างโพล์โต้ตอบกับลูกค้าและคนทั่วไป การเล่นเกมเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ ในที่สุดเว็บไซต์ของคุณก็จะไม่อยู่ในอันดับที่ต้องการเพราะ Google ชอบเว็บไซต์ที่มีการเคลื่อนไหวและต้องเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพด้วย

5. Mobile Friendly – สิ่งนี้เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เช่นกันคือการปรับปรุงให้เว็บไซต์ของคุณเป็นมิตรกับเครื่องมือสื่อสารทุกรูปแบบ หมายถึงหากคุณมีเว็บไซต์แล้วไม่ว่าลูกค้าหรือคนค้นหาเจอเว็บไซต์ของคุณโดยการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ, มือถือ, แท็บเล็ต, โน็ตบุ๊คหรืออะไรก็ตาม เว็บไซต์ของคุณควรจะแสดงผลให้ดูสมดุลกับอุปกรณ์ ไม่ล้นไปทางไหนทางหนึ่ง ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป

5 ปัจจัยสำคัญหากต้องการทำอันดับให้ติดหน้าแรก

ทั้ง 5 ปัจจัยนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อันดับอยู่ในหน้าแรกได้ง่ายขึ้นและมีผลทางตรงกับผู้เข้าชมหรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้ออยู่แล้ว เข้ามาพิจารณาสินค้าและบริการของคุณในเว็บไซต์ ช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่คุณจะพลาด หากไม่ทำเว็บไซต์ SEO

สิ่งที่คุณจะพลาด หากไม่ทำเว็บไซต์ SEO

สิ่งที่คุณจะพลาด หากไม่ทำเว็บไซต์ SEO

SEO คือสิ่งสำคัญหากคุณอยากเด่นอยู่ในตลาด

ต้องยอมรับความจริงว่าโลกปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หากสังเกตดูเด็กยุคใหม่ พวกเขาจะสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัยได้ตั้งแต่อายุยังเล็ก ซึ่งเมื่อคนรุ่นเก่ามองลงไปแล้วเปรียบเทียบกับยุคของตนเอง คุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ใจนี้ สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการยอมรับและก้าวไปกับโลก ดังนั้น หากคุณอยากจะทำธุรกิจแล้วไม่พลาด อย่าลืมที่จะก้าวตามโลกให้ทัน เว็บไซต์และการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของเว็บด้วยการทำ SEO จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้อีกทางหนึ่ง แน่นอนว่ามันมีผลกระทบอย่างสูงเลยทีเดียว

สิ่งที่คุณจะพลาด หากไม่ทำเว็บไซต์ SEO

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การทำเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบ SEO เพื่อการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นวิธีการส่งเสริมการขายที่ทรงอิทธิพลมาก แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจในศักยภาพของระบบ SEO ว่าจะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายรายหกเดือนหรือรายปีเป็นอย่างน้อยในการจ้างทำ และยังไม่สามารถการันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะเพิ่มยอดขายได้มากน้อยแค่ไหน เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่คุณจะพลาดไปถ้าไม่พัฒนาเว็บไซต์เข้าสู่ระบบ SEO มาฝากกัน ดังนี้

ขาดโอกาสเพิ่ม traffic หรือยอดจำนวนผู้เข้ามาอ่านบทความ

รวมถึงหาข้อมูลด้านสินค้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งเท่ากับว่าคุณจะเสียโอกาสในการขายไปด้วย ซึ่งมันก็จะส่งผลถึงการโปรโมตเว็บไซต์ตัวเอง เพราะการจัดอันดับของ search engine จะดูที่คุณภาพของบทความเป็นองค์ประกอบใหญ่อย่างหนึ่งด้วย หากไม่มีบทความ SEO เท่ากับขาดดาต้าที่จะไปวิเคราะห์เพื่อ ranking อันดับนั่นเอง

คุณจะพลาด หากไม่ทำเว็บไซต์ SEO

อันดับสืบค้นต่ำลง

เมื่อขาดบทความ SEO จะทำให้อันดับในกูเกิ้ลต่ำลง จึงขาดโอกาสที่ดีในการพบปะกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการในขณะนั้น เพราะคุณไม่อยู่ในทำเลที่จะสืบค้นเจอได้ง่ายและไปลดทอนศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งเจ้าอื่นในไลน์การผลิตและจำหน่ายสินค้าแบบเดียวกัน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านงานบริการอย่าง การโรงแรม การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง

ขาดโอกาสได้ลูกค้ากลุ่มใหญ่จากทั่วโลกแบบ worldwide

เพราะหนทางการพบเจอกันของผู้ทำธุรกิจกับลูกค้านั้นเปลี่ยนไป เชื่อหรือไม่ว่าในปัจจุบันเราสามารถหาลูกค้ากลุ่มใหญ่ รวมถึงกลุ่มลูกค้า Oversea หรือลูกค้าต่างประเทศหรือกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลกได้จากอินเตอร์เนท เพียงแต่คุณจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เขารู้จักตัวตนของคุณอย่างแท้จริง เมื่อคุณพลาด ไม่ยอมทำ SEO แน่นอนว่าสิ่งที่คุณจะพลาดก็คือกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แบบ Worldwide ซึ่งถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่จริง ๆ

ไม่สามารถรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้

อย่าลืมว่าในขณะที่เราไม่ได้ทำ SEO ก็ยังมีบริษัทอื่นๆที่ทำธุรกิจแบบเดียวกับเราเร่งมือสร้างเว็บไซต์และดัน SEO เพื่อให้เกิดโอกาสในการพบปะลูกค้า ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงลูกค้าที่เป็นลูกค้าของเราก็ได้ หากลูกค้าเราได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากบริษัทอื่นมากกว่า ทั้งการมีโปรโมชั่นมาล่อใจ มันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยหากคุณปล่อยปละละเลยความสำคัญของการทำ SEO แล้วฝ่ายตรงข้ามก็สามารถคว้าเอาลูกค้าของคุณไปเป็นลูกค้าของเขาได้ในที่สุด

และทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่คุณจะพลาดหากไม่นำระบบ SEO มาปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจและแสดงให้เห็นว่ารายจ่ายในการจ้างจะถูกชดเชยด้วยโอกาสทางธุรกิจและกำไรของบริษัทในระยะยาวอย่างที่คุณพอใจ

สิ่งที่พลาด-หากไม่ทำเว็บไซต์-SEO

SEO จำเป็นต้องจ้างทำไหม ในปี 2018

การเซฟค่าใช้จ่ายสำหรับนักธุรกิจ

สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจออนไลน์มือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่การทำเว็บไซต์ด้วยความเข้าใจว่าจะเป็นหน้าร้านในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อาจไม่ทราบว่าการทำ SEO อย่างมืออาชีพในปัจจุบันมีความสำคัญเพียงไร โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นเพียงผู้ใช้งานเว็บไซต์ทั่วไปมาก่อน อาจคุ้นตากับ SEO แบบเน้นการขายลิ้งค์ หรือ Backlink การแชร์โฆษณาซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในอดีตที่จะทำให้ search engine ตีความว่าเป็นการแสดงถึง ความฮิต ของลูกค้าที่ใช้บริการเว็บนั้น ๆ แต่ปัจจุบัน แหล่งสืบค้นข้อมูลทั่วไป ทั้งกูเกิ้ล , บิง , ยาฮู ล้วนใส่ใจและใช้ระบบจัดอันดับ website จากคุณภาพของงานเขียนหรือ content ที่เป็นเชิงสร้างสรรค์ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านมากยึ่งขึ้น โดยการทำ SEO จะถูกแทรกไปเป็นส่วนหนึ่งในไม่กี่ตำแหน่งของบทความที่มีคุณภาพ หรือ high quality

ซึ่งเทรนด์ที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นักธุรกิจต้อง มองใหม่ อีกครั้งว่า สมควรจะจ้างคนทำ SEO ไหม? หากแบบเดิม ๆ ก็มีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทที่รับทำด้าน SEO โดยตรง เพราะมุ่งเน้นปริมาณของชิ้นงานเพื่อไปโพสต์ด่วน ๆ แสดงการอัพเดตและแชร์ลิ้งค์มาก ๆ แต่หากเป็นปี 2018 บริษัทใหญ่ ๆ ที่ทำงานในเทรนด์เดิม ๆ จะมีบุคลากรที่มีความสามารถในการเขียนคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณหรือไม่ เป็นเรื่องต้อง ทดสอบ กันก่อนจะจ้างงานยาว ๆ หรืออาจเลือกจ้างเป็นจ็อบ ๆ ตามแหล่ง agency ที่รวบรวมนักเขียน และนักทำ content ฝีมือดีที่มีความรู้และความเข้าใจในการทำ SEO ประกอบเข้ากับความรู้พื้นฐานที่นักเขียนแต่ละคนมีความถนัดในศาสตร์ของตัวเอง ก็จะทำให้ได้บทความที่มีความ ลึกซึ้ง หรือ DEEP ในเชิงคุณภาพมากกว่า

การเซฟค่าใช้จ่ายสำหรับนักธุรกิจ

สำหรับการทำธุรกิจแล้ว การลดต้นทุน ลดรายจ่าย เป็นเรื่องที่เพิ่มรายได้ให้อย่างอัตโนมัติ การจ้างทำ SEO กับบริษัท เอเจนซี่ หรือนักเขียนอิสระ (freelance) ที่ ใช่ จะช่วยให้ธุรกิจได้ save ค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยควรลองจ้างงานเป็นชิ้น ๆ ดูก่อน หากมีแนวโน้มว่า ไปกันได้ และการทำงานสอดคล้อง เข้าขา กันดี ก็จ้างกันยาวเป็นระยะ6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจะจ้างแบบอิสระ-ประจำ ก็มีความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากการจ้างคนทำ SEO ที่เหมาะสม จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและเป็นที่จดจำของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเสมือน ภาพจำ ที่กลุ่มเป้าหมายจะประทับใจ เลือกใช้บริการ หรือ หันหลังใส่ พร้อมกับบอกต่อ แชร์ หรือ rating ซึ่งส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ต่อความเชื่อมั่นของคนอื่น ๆ ที่กำลังหาข้อมูลหรือต้องการซื้อสินค้า-บริการในธุรกิจนั้น ๆ ด้วย

SEO จำเป็นต้องจ้างทำไหม ในปี 2018

เหตุผลที่ธุรกิจท้องถิ่นกำลังได้เปรียบในการทำ SEO

เหตุผลที่ธุรกิจท้องถิ่นกำลังได้เปรียบในการทำ SEO

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์เพื่อช่วยในการโปรโมทให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จึงจะแข่งขันได้ในโลกอินเทอร์เน็ต ยิ่งคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการทำตลาดในท้องถิ่น ยิ่งมีความได้เปรียบในการทำตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะ การทำ SEO เพราะขณะที่คุณเปิดตัวให้โลกรู้จักกว้างขึ้น ยังสามารถจับความสนใจลูกค้าในท้องถิ่นได้มากขึ้นด้วย หลายคนไม่ทราบมาก่อนว่าการใส่คีย์เวิร์ดค้นหาในเครื่องมือค้นหาอย่าง Google แต่ละคนจะได้ผลลัพธ์ในการค้นหาไม่เหมือนกัน สาเหตุเป็นเพราะ Google เก็บข้อมูลผู้ใช้งานโดยดูจากประวัติว่าเป็นใคร ได้เคยค้นหาอะไรมาก่อน มีตำแหน่งที่อยู่ตรงไหน จากนั้นจึงนำมาประมวลผลด้วยอัลกอริทึ่มที่ชาญฉลาด จะเห็นว่าการค้นหาจะตีกรอบแคบลงเพื่อให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจท้องถิ่นที่เจาะเป้าหมายลูกค้าในละแวกใกล้เคียงย่อมได้เปรียบมากขึ้น หากคุณเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง มีบริการส่งถึงบ้าน การเก็บรายละเอียดของเครื่องมือค้นหาจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่อาศัยในละแวกใกล้เคียงจะเห็นชื่อร้านของคุณเป็นอันดับแรก ๆ เพราะผลลัพธ์การค้นหาแตกต่างไปจากเดิม การใช้คีย์เวิร์ดใส่ในบทความเพื่อทำ Google จึงต้องเติมรายละเอียดเข้าไปเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด การจัดเรียงอันดับด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กมีความได้เปรียบ แต่ทั้งนี้ยังต้องพึ่งพาคีย์เวิร์ดเฉพาะเพื่อให้ผลการค้นหาตรงกัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบและประเมินเว็บไซต์ของตัวเองสม่ำเสมอ

บทบาทสำคัญของธุรกิจออนไลน์

การทำตลาดออนไลน์กำลังมีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้คนรู้จักร้านอาหารเปิดใหม่อย่างรวดเร็วเพราะมีโซเชียลมีเดียช่วยสนับสนุนทำประชาสัมพันธ์ให้ฟรี ๆ ทั้งที่ตัวเราเองต้องทำเว็บไซต์และเชื่อมโยงกับสื่อสังคมรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันบรรดาเพจเฟซบุ๊กต่าง ๆ เข้ามาช่วยรีวิวร้านอาหาร ตลอดจนลูกค้าที่เข้ามารับประทานแล้วถูกใจ มีการกดไลค์ กดแชร์ บอกต่อกันปากต่อปาก สามารถลดต้นทุนการโฆษณาจากสื่อเดิมประหยัดทั้งเงินและเวลา ทำให้ในระยะหลังธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากสนใจการใช้โซเชียลมีเดียกันมาก จนกระทั่งละเลยการทำเว็บไซต์ให้ดี ความเป็นจริงแล้วเว็บไซต์นั้นสำคัญกว่าเฟซบุ๊กเพราะเป็นทางการกว่า มีความน่าเชื่อถือ ควรใช้โอกาสดี ๆ นี้แปลงสภาพให้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้าใหม่เพื่อดึงเข้ามาใช้บริการค้นหาข้อมูลและอ่านบทความในเว็บไซต์ให้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้ทั้งความสะดวกและประโยชน์จากเนื้อหาของบทความทำให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้ไม่ยาก

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางเปิดตัวธุรกิจ ร้านค้าและบริการต่าง ๆ สามารถทำการตลาดออนไลน์ง่ายมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคสะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายไม่แพง ธุรกิจท้องถิ่นควรทำ SEO ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ไม่ควรมองข้ามหรือละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะทั้งสองรูปแบบจะส่งเสริมกันและกัน ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นมีศักยภาพการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะการเลือกลูกค้าใหม่ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการมากที่สุด

บทบาทสำคัญของธุรกิจออนไลน์

ทำไมบล็อก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำ SEO

ทำไมบล็อก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำ SEO

การเขียนบทความในบล็อกเป็นการเขียนเล่าเรื่องราวให้เข้าใจง่าย มีเหตุผลหลายประการว่าทำไมการเขียนบล็อกจึงมีความสำคัญต่อธุรกิจของคุณ การเขียนช่วยให้คุณเป็นผู้นำทางความคิด สร้างความไว้วางใจและเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และมีส่วนร่วมกับผู้อ่านได้ สามารถสร้างความโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งในแวดวงเดียวกัน

ประโยชน์ข้อหลักของการทำบล็อก

คือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาให้เว็บสินค้าของคุณติดอันดับดีขึ้นได้ การปรับปรุงเนื้อหาบทความให้ดีขึ้นเท่าไร หน้าเว็บของคุณจะปรากฏในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหามากขึ้น เพื่อให้ผู้ค้นหาเห็นเว็บไซต์และเข้ามาอ่าน ทำความรู้จักกับธุรกิจของคุณมากขึ้น เปรียบเทียบสถิติการเข้าชม จะเห็นว่าธุรกิจที่เขียนบล็อกมักมีผู้เข้าชมมากเป็นสองเท่าของธุรกิจที่ไม่ได้เขียนบล็อก

สิ่งสำคัญจริงๆ คือการเขียนบทความให้น่าอ่าน ทำให้คนติดตามและเข้าชมเว็บสม่ำเสมอ อย่าให้ความสำคัญกับการจัดอันดับในเครื่องมือค้นหามากที่สุด เพราะธุรกิจต้องการยอดขายและความเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ยอดกดไลค์กดแชร์แล้วจากไป มีการใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม จำนวนไม่มากไม่น้อย โพสต์เนื้อหาใหม่บนเว็บไซต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 บทความ

เว็บไซต์ที่มีการอัปเดตบ่อยๆ แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์มีข้อความใหม่ ไม่ล้าสมัย เครื่องมือค้นหาจะนำมาเป็นปัจจัยในการจัดอันดับที่ดีขึ้น เพราะกูเกิลไม่ต้องการแสดงรายการหน้าเว็บที่ล้าสมัยเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องโพสต์เนื้อหาล่าสุดและเนื้อหาใหม่บ่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการทำ SEO จะมีประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าใช้เพราะพื้นที่เว็บมีแต่ประวัติบริษัทที่ข้อมูลไม่เปลี่ยนแปลง รายละเอียดของสินค้าและราคาที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง บางเว็บอาจอัปเดตเนื้อหาหน้าแรกสองสามครั้งต่อปีเป็นอย่างมากที่สุด การเขียนบล็อกเพื่อให้มีบทความลงโพสต์บ่อยขึ้นทำให้เว็บไซต์เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการทำ SEO และมีผลต่อการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาด้วย

เพราะเหตุนี้ ทุกเว็บธุรกิจออนไลน์ จำเป็นต้องมี Blog

ธุรกิจที่กำลังวางแผนการตลาดออนไลน์จึงต้องทำบล็อกเพื่อโพสต์ข้อความใหม่ๆ ในเว็บไซต์ได้อย่างต่อเนื่อง จะโพสต์วันละหลายครั้งต่อวันก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ยิ่งโพสต์เนื้อหาสดใหม่ขึ้นหน้าเว็บ ยิ่งมีผลต่อการทำ SEO เครื่องมือค้นหาจะเลื่อนอันดับขึ้นมีโอกาสที่จะได้อยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาจากกูเกิล นอกจากการใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในทุกบทความที่โพสต์แล้ว การใช้รูปภาพในบทความมีผลต่อการจัดอันดับของกูเกิลด้วย ควรตั้งชื่อรูปภาพและบรรยายภาพที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดในบทความเพื่อประโยชน์ในการใช้รูปภาพลงในบล็อก

อีกส่วนคือการทำ Backlink สร้างความสัมพันธ์กับองค์กรและเว็บไซต์อื่นๆ การเขียนบล็อกทำให้คุณมีโอกาสเชื่อมโยงลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่เกี่ยวข้อง มีการแลกเปลี่ยนลิงก์กันเพื่อให้มีผู้ติดตามเข้าชมเว็บของคุณมากขึ้น สิ่งสำคัญคือพิจารณาเลือกสร้างความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง คุณภาพสูงและมีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สินค้าของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่าละเลยเรื่องการเชื่อมโยงบล็อกของคุณกับบัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บสูงกว่าที่คาดหมายไว้เสียอีก

ปัญหาคาใจ ใส่คีย์เวิร์ดอย่างไร SEO จึงประสบความสำเร็จ

ทุกวันนี้การทำ SEO เป็นที่พูดถึงกันมากและแพร่หลาย หลายคนแนะนำร้านค้าออนไลน์ใช้บริการรับทำ SEO เชื่อว่าจะทำให้อันดับการค้นหาสินค้าและบริการในกูเกิ้ลดีขึ้น ด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่คนสนใจ จะทำให้การค้นหาของลูกค้าเข้ามาเชื่องโยงกับเว็บของคนขายมากขึ้น เพิ่มจำนวนคนเข้าดูมากเท่าไร ก็มีโอกาสปิดยอดขายได้มากขึ้นเท่านั้น … เมื่อรู้ข้อดีของการติดอันดับต้นๆ แล้วและเริ่มอยากทำ SEO ขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่ทราบว่าควรจะเลือกคีย์เวิร์ดอะไรเพื่อทำให้คนค้นหามาเจอสินค้าของเรา ถ้าเขียนคอนเทนต์เองไม่เป็น สามารถจ้างบริษัทรับทำบทความเพื่อการตลาดออนไลน์ได้ แต่ต้องใช้บทความแนวไหนบ้าง จะโฆษณาขายของอย่างเดียว หรือเสริมคอนเทนต์ทั่วไปที่ลูกค้าสนใจอ่าน จะแบ่งสัดส่วนบทความทั้งสองแบบอย่างไร คำถามสุดท้ายสำคัญที่สุดคือจะเลือกคีย์เวิร์ดอย่างไร ในเมื่อมีคีย์เวิร์ดหลายตัวมากให้เลือกทำและควรใส่คีย์ในบทความปริมาณเท่าใด ใส่คีย์เวิร์ดกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม

คำตอบและการวางแผนของเหล่า SEO

ก่อนอื่นเราต้องวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ในส่วนของคอนเทนต์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบหลัก คือ 1.รายละเอียดของสินค้าและบริการ 2.ความรู้ทั่วไปที่เป็นประโยชน์ 3.เนื้อหาที่แฝงโฆษณาจูงใจ โดย 2 แบบแรกจะเน้นประมาณ 80% ของคอนเทนต์ทั้งหมดที่มีอยู่ในเว็บไซต์ ส่วนโฆษณาขายของเป็นส่วนที่เหลือ 20% สำหรับการทำ SEO เราเลือกใส่คีย์เวิร์ดที่เป็นหัวใจหลักของสินค้า โดยจะมีคีย์หลักและคีย์รองลดหลั่นไปตามลำดับ เช่น ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวประเภทหม้อสุกี้ , เตาย่างบาบีคิว , กระทะไฟฟ้า , เตาปิ้งย่าง , หม้อหุงข้าว , หม้อนึ่ง เริ่มจากคีย์เวิร์ดหลักคือ ‘เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว’ จากนั้นจะขยายความเป็นคีย์เวิร์ดรอง เช่น “เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว หม้อสุกี้” หรือ “เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เตาย่างบาบีคิว” อาจจะตามด้วยคีย์เวิร์ดอื่นๆ อย่าง “หม้อนึ่ง ตัดไฟอัตโนมัติ” หรือ “เตาย่างอเนกประสงค์ พร้อมหม้อสุกี้” เป็นคีย์เวิร์ดที่โยงใยคำค้นหาของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมาจับคู่กับสินค้าของเราโดยตรง ส่งผลให้ลูกค้าคลิกเข้าหาเว็บไซต์ขายสินค้าของเรามากกว่าเว็บอื่นๆ

ปัญหาของการทำคอนเทนต์ใส่ในเว็บไซต์ คือ เลือกจับคีย์เวิร์ดตัวใดตัวหนึ่งมาใส่ ขอเพียงให้ตรงกับสินค้าและบริการโดยไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายว่าต้องการอะไรกันแน่ ทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านไม่ได้สิ่งที่คาดหวังจากคอนเทนต์ เจออย่างนี้บ่อยๆ ก็ไม่กลับมาอ่านซ้ำอีก แม้เราจะอัพเดทบทความบ่อยแค่ไหนก็ตาม จึงเป็นหน้าที่ของเว็บขายของซึ่งจ่ายเงินซื้อคอนเทนต์และจ้างทำ SEO ไปแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า อย่างน้อยควรแจ้งรายละเอียดเพื่อตีกรอบเนื้อหาบทความที่ต้องการอย่างชัดเจน ทำให้การเขียนบทความอ้างอิงไปยังตัวสินค้าได้ถูกต้อง แทรกคำคีย์เวิร์ดเข้าไปอย่างแนบเนียน จำนวน 2-4 คำ ต่อบทความ วางแผนใส่แบบกระจายในเนื้อหา ทำให้คนหาเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น

การใส่คียเวิร์ด SEO

ความจริงแล้วไม่ใช่วิธีการยากเย็นอะไรสำหรับผู้ที่เขียนบทความทำ SEO เป็นประจำ แต่การแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ต้องเพิ่มศักยภาพของตัวเองให้ไปไกลจากคู่แข่งมากที่สุด เทคนิคง่ายๆ คือเข้าไปสำรวจตลาดว่าคู่แข่งมีดีอย่างไร เราต้องทำให้เหนือกว่าและต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้โดยจะต้องมีการปรับตัวให้ทันโลกตลอดเวลาด้วย เรามีดีอะไร ทำให้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับออกแบบเว็บให้ใช้งานง่าย เนื้อหากระชับพอดีและโหลดเร็วบนมือถือ เพราะเราไม่ได้ต้องการแค่อยู่รอดเท่านั้น ต้องมีกำไรให้ต่อยอดไปข้างหน้าด้วย จึงจะถึงเป้าหมายความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ ทำให้ดีสุดกำลังไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวิกฤตหรือโอกาสก็ตาม

นับวัน การสู้กับอัลกอริทึ่มตัวใหม่เริ่มยากขึ้น

ยากขึ้น

เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันอันกอริทึมที่ Google ได้นำมาใช้ มันสามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนกลไกคะแนนต่างๆได้ด้วยตัวมันเองในระดับหนึ่ง หรืออาจจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมดผู้เขียนก็ไม่แน่ใจนัก รู้แค่ว่ามันสามารถเรียนรู้ปรับปรุงได้จากพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้โดยรวม และนำมาลดค่าคะแนนบางส่วน เพิ่มบางส่วน ในการจัดอันดับของผลการค้นหาได้เองภายใต้ Search Engine ของ Google ทำให้นักทำ SEO ที่เคยยึดติดกับวิธีใดวิธีหนึ่ง อาจจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ในเมื่อมันมีการสวิงขึ้นลงไปมามันไม่สามารถทำอันดับนิ่งคงที่อยู่ได้

เราอาจจะฟลุ๊คโชคดีเว็บไซต์ไปติดอันดับแรกของผลการค้นหาใน Keyword ที่มีการแข่งขันสูง เราก็เลยเข้าใจว่าเรานี้เก่ง SEO ตัวจริง แต่แท้จริงเมื่อเวลาผ่านไปสักอาทิตย์หนึ่ง อันดับเว็บไซต์กับร่วงหาย เราจะตอบไปว่าอย่างไร… ? คำตอบก็คือจริงๆแล้วไม่มีใครหรอกที่สามารถเข้าใจกลไกการจัดอันดับเว็บไปได้ตลอด การทำ SEO ให้ยั่งยืนนั้น จะต้องเรียนรู้ ฝักใฝ่หาข้อมูล ทดลองอยู่สม่ำเสมอ เพราะอันกอริทึ่มมันปรับตลอดโดยไม่บอกเรา การที่เราจะมารอข่าวจากเว็บต่างประเทศแล้วค่อยปรับเปลี่ยนนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก อาจจะเสียเวลาทำเงินไปเยอะพอสมควร

ทดลองปรับแต่งด้วยตัวเองคงดีกว่า

ปรับแต่งเอง

จะดีกว่าถ้าเรารู้จักจับผิดว่าส่วนไหนที่ Google มีการปรับปรุงครั้งล่าสุด แล้วดูโดยรวมมันให้คะแนนสำคัญกว่าส่วนอื่น อย่างก่อนหน้านี้ แบคลิงค์ถูกลดความสำคัญลง คะแนนโซเชียลถูกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และถัดมาก็ได้ให้ความสำคัญกับปริมาณผู้ใช้มากกว่า หากผู้ใช้มีการอยู่ในเว็บไซต์ในระยะยาวขึ้น ไม่ได้เปิดมาแล้วปิดทิ้งทันที แบบนี้อันดับจะดีขึ้น แต่ปัจจุบันก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนกลไกเหล่านี้ไปอีก ของเหล่านี้ไม่มีใครมาตอบเราได้นอกจากผู้ให้บริการเจ้าของตัวจริงอย่าง Google เพียงผู้เดียว แต่เขาก็ไม่มาบอกเราหรอก เราจึงต้องหัดอ่านใจอัลกอริทึ่มและศึกษา รู้จักสังเกต ทดลอง นี่คือวงจรชีวิตของเรานักทำ SEO ที่จะสามารถขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและอยู่ในวงการนี้ได้อย่างยั่งยืน เรียนรู้และทดลองเท่านั้น ที่จะตอบโจทย์ได้ว่าปัจจุบันการทำรูปแบบไหนถึงจะได้ผลมากที่สุดในการทำอันดับเว็บ