เมื่อไหร่ควรทำ SEO และ SEM

Jimbe Allen
19/11/2021
เมื่อไหร่ควรทำ SEO และ SEM

SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน โดย SEO คือการทำคุณภาพเว็บไซต์ให้เข้าหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด เพื่อใช้ในการจัดอันดับนำเสนอบนหน้าจอการสืบค้น เว็บไซต์ที่มีค่า SEO สูงก็จะได้รับอันดับที่สูงตามไปด้วย ส่วน SEM คือการซื้อพื้นที่โฆษณาในบริเวณส่วนต้นของหน้าแรก Google

เรามาดูกันว่า เมื่อไหร่ที่เจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO และ SEM

1.ระยะเวลาเห็นผล
SEO จำเป็นต้องใช้การสะสมของข้อมูลที่ยาวนานกว่า SEM ทั้งด้านการผลิตงานเขียนและภาพประกอบที่มีคุณภาพ การปรับแต่งโครงสร้างเว็บไซต์ การเขียนโค้ดและจัดวางคอลัมน์ต่าง ๆ ให้ใช้งานง่าย อันเป็นที่ประทับใจต่อลูกค้า เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานหลายเดือนกว่าจะเห็นผล ส่วน SEM จะช่วยเพิ่มยอดขายอย่างรวดเร็วทันที แต่ SEM ก็มีค่าใช้จ่ายจากการประมูลและการคลิกแต่ละครั้งหรือ PPC ผู้ที่จะทำ SEM จึงต้องพิจารณาถึงความคุ้มทุนในจุดนี้ด้วย

2.คู่แข่งทางการค้า
ในธุรกิจที่เป็นแนว Red Ocean หรือมีการแข่งขันกันสูง ทุกองค์กรต่างทำ SEO เพื่อให้คุณภาพของเว็บไซต์แข่งกันได้ในระยะยาว จะได้เป็นเจ้าครองตลาดอย่างไม่มีใครมาเทียบได้ ถ้าคุณเป็นเจ้าใหม่ในธุรกิจใด ๆ หากทำ SEO อย่างเดียว อาจท้อได้ง่าย เพราะในระยะแรกอาจแทบไม่มีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์เลย ในที่สุดคุณอาจท้อแท้และเลิกธุรกิจไป ดังนั้น คุณจึงควรทำ SEM ยิงโฆษณาควบคู่ด้วย โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือมีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ที่น่าดึงดูดใจ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเปิดใจอยากลองใช้สินค้าใหม่ในแบรนด์คุณมากขึ้น

3.ประเภทของสินค้า
ถ้าเป็นสินค้าแนวแฟชั่นหวือหวาตามความนิยมของผู้คน แนะนำให้ทำ SEM เพื่อกระตุ้นการซื้อเช่น ต้นไม้ใบด่างที่ผู้คนนิยมซื้อตามคนดัง เครื่องสำอางที่เซเลบบริตี้เป็นพรีเซนเตอร์ ฯลฯ ควรทำ SEM เกาะกระแสให้ผู้คนซื้อสินค้านั้นผ่านเว็บไซต์คุณในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่คนจะเลิกฮิต ส่วนสินค้าประเภทของใช้อุปโภคบริโภคทุกวัน ได้แก่ ยาสีฟัน ครีมอาบน้ำ แชมพู ฯลฯ เราแนะนำว่าทำ SEO อย่างต่อเนื่องจะดีกว่า เพราะเป็นสิ่งของจำเป็นพื้นฐานของทุกครัวเรือน ที่เราไม่จำเป็นต้องเร่งรีบจำหน่าย แต่ผู้ซื้อมักสนใจที่ความจริงใจในเนื้อหาการนำเสนอที่ไม่เน้นการขายมากเกินไป หรือ hard sale

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO และ SEM อยู่บนหลักพื้นฐานแตกต่างกัน ระยะเวลาหวังผลคนละแบบ และเหมาะกับสินค้าแต่ละประเภทต่างกันไป แต่อย่างไรก็สามารถทำเสริมควบคู่กันได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการทำธุรกิจออนไลน์ คือ เพิ่มยอดขายสินค้า ขยายฐานลูกค้า สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและบอกต่อ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้นักธุรกิจออนไลน์ทุกคนประยุกต์ใช้สองแนวทางนี้ได้อย่างดียิ่งขึ้นต่อไป

SEO คืออะไร ต่างจากเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์อื่นอย่างไร?

Jimbe Allen
22/10/2021
SEO คืออะไร ต่างจากเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์อื่นอย่างไร?

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมาก อย่างน้อยการ work from home ก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ เช่น Zoom หรือ MS Team แต่การดำเนินงานภายในก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยลูกค้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งองค์กรต้องให้ความสำคัญกับเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้ลูกค้ารู้จักธุรกิจด้วย โดยเครื่องมือที่นิยมใช้คือ SEO และเสริมด้วยเครื่องมือการตลาดออนไลน์อื่นร่วมด้วยซึ่งวันนี้เราจะมาเรียนรู้กัน

การเติบโตของธุรกิจในยุค 4G จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์เป็นหลักเนื่องจากผู้คนมีการใช้งานสื่อโซเชียลตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งผู้บริโภคยุคใหม่มีการค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการรวมถึงเปรียบเทียบคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการบนออนไลน์ที่มีให้ค้นหาได้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากธุรกิจต้องการอยู่รอดจึงจำเป็นต้องทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ของธุรกิจ มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้ลูกค้าบอกต่อโดยเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ SEO และยังรวมถึง SEM, SMM ที่ใช้คู่กันด้วย เครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ทั้ง 3 ประเภทสนับสนุนกันอย่างไร?

SEO (Search Engine Optimization) คือการสร้างคีย์เวิร์ด (Keyword) ในเว็บไซต์ของธุรกิจเพื่อให้แบรนด์ของธุรกิจได้ถูกค้นพบในอันดับต้น ๆ ของแถบเครื่องมือการค้นหาอย่าง Google, Yahoo หรือ Bing โดยเทคนิคที่จะทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจถูกค้นหาได้ง่ายจาก SEO คือการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) สั้น จำง่าย และสอดคล้องกับสินค้าหรือบริการ รวมถึงการใช้เทคนิค SEO off page ด้วยการฝากลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ให้เชื่อมไปสู่หน้าเว็บไซต์ของธุรกิจร่วมด้วย จะได้เป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภครู้จักธุรกิจได้มากขึ้น สาเหตุที่ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมทำ SEO มากที่สุดเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อาจจะเห็นผลความสำเร็จช้าหากคีย์เวิร์ดที่ใช้ไม่ใช่คำนิยมค้นหาหรือหน้าเว็บไซต์ธุรกิจไม่เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค

SEM (Search Engine Marketing) คือการซื้อโฆษณากับ Google หรือคือการทำ Google AdWords เพื่อให้เว็บไซต์ของธุรกิจได้ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก ๆ ของการค้นหาจาก Google สาเหตุที่ควรทำ SEM ร่วมกับ SEO เนื่องจากธรรมชาติของการค้นหาของผู้บริโภคหากข้อมูลที่ต้องการค้นหาตกไปอยู่ในหน้าหลัง ๆ ของ Google ก็จะไม่ได้รับความสนใจ ดังนั้น SEM จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคได้รู้จักแบรนด์ของธุรกิจได้มากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายจะเกิดขึ้นจากจำนวนคลิกที่มีคนคลิกลิงก์เข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจ

SMM (Social Media Marketing) คือการทำการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์เช่น Facebook หรือ Instagram ซึ่งเป็นเทคนิคต่อเนื่องจากการทำ SEO และ SEM คือเมื่อผู้บริโภคเข้ามาถึงหน้าเว็บไซต์หรือเพจของบริษัทแล้วก็ต้องมีกลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อ-ขายสินค้าหรือบริการของธุรกิจต่อไป หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ SMM เป็นตัวช่วยในการเพิ่มยอดขายของธุรกิจนั่นเอง

พูดได้ว่าด้วยการแข่งขันที่รุนแรงบนโลกออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน ธุรกิจจึงต้องใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดให้ผู้บริโภคได้ทำกิจกรรมกับธุรกิจด้วยเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ทั้ง 3 ประเภทร่วมกันเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

เคล็ดลับ SEO ทำให้อย่างไรให้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่ม

Jimbe Allen
30/08/2021
เคล็ดลับ SEO ทำให้อย่างไรให้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่ม

การทำ SEO หมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์เพื่อดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมากขึ้น ปรากฏในผลการค้นหาบ่อยขึ้น และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาใน Google เพื่อไม่ให้พลาดยอดขายก่อนคู่แข่ง ในแต่ละปีเว็บไซต์ต้องทำการปรับปรุงเพื่อให้ไม่ให้อันดับเลื่อนลงไปจนผู้ชมมองไม่เห็น หรือต้องเปิดผ่านไปหลายหน้า โดยมีสิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง

เห็นได้ชัดว่าปัจจัยการจัดอันดับ SEO มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงเพราะเว็บไซต์คู่แข่งเปิดตัวออกมามากขึ้น แต่เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาก็ยังเปลี่ยนไปด้วย มีคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ เข้ามา คำค้นหาที่ตกยุค ขณะเดียวกันหลักการสำคัญยังคงไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษคือประสบการณ์ของผู้ใช้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลดีต่อการจัดอันดับจาก Google

เจ้าของเว็บไซต์ต้องวิจัยผลสำเร็จของตนเอง ดูว่าผู้ใช้โต้ตอบกับผลการค้นหาอย่างไร ดูคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาบ่อย ๆ พร้อมกับการจัดลำดับคำที่ใช้แล้วได้ผลลัพธ์ถูกใจและเข้ามาใช้งานซ้ำอีกจะทำให้อันดับเลื่อนสูงขึ้น เวลาที่ผู้เยี่ยมชมอยู่ในเว็บไซต์นานมากกว่า 3 นาทีเป็นเวลาที่ดี ถ้าคลิกเข้ามาไม่นานแล้วคลิกออกจากเว็บไซต์ทันที จะเกิดผลเสียทำให้อันดับของเว็บไซต์ตกลงไป แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ของผู้ใช้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการจัดอันดับ

เมื่อพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาจะเห็นความสำคัญของคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดและหลากหลาย คีย์เวิร์ดหลักที่เป็นคำสั้นใช้กระจายไปในหน้าต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เพราะการใช้คำซ้ำมากเกินไปทำให้เป็นปัญหาและถูกมองว่าเป็นสแปมได้ สำหรับคีย์เวิร์ดยาวจะใช้ในการค้นหาผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง ค่อย ๆ ปรับเลือกคำที่เหมาะสมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ค้นหาได้ตรงจุดที่สุด เมื่อมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์และตัดสินซื้อสินค้าที่ถูกใจ เท่ากับเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

หลังจากเลือกคีย์เวิร์ดได้แล้ว ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความ เนื้อหาบทความมีความชัดเจน กระชับรัดกุม พร้อมกับแทรกคำลงไปในตำแหน่งที่เหมาะสม เลือกคำสั้นและยาวใช้คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้กลยุทธ์การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รูปภาพและวิดีโอเป็นจุดดึงดูดผู้ชมได้ดี เพราะคนจำนวนไม่น้อยเลือกดูวิดีโอความยาว 1 นาที แต่ไม่อดทนอ่านบทความเพียง 100 คำ ทั้งที่ใช้เวลาเท่ากัน การใช้คีย์เวิร์ดในรูปภาพและวิดีโอเป็นการทำ SEO อย่างมีศักยภาพเพื่อให้คนเห็นมากขึ้นและเข้าชมเป็นจำนวนมาก เคล็ดลับสำคัญคือเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สรุปหลักการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ต้องขยันศึกษาอัปเดทความรู้ตลอดเวลาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าใช้กลยุทธ์ SEO อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับปัจจุบันที่สุด สร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีดึงดูดคนจำนวนมาก สร้างโอกาสในการขาย และเพิ่มยอดขายมากขึ้นในอนาคต

ทำ SEO ต้องรู้ว่า Google ให้ความสำคัญกับบทความยาวมีเนื้อหาที่ดี

Jimbe Allen
29/07/2021
ทำ SEO ต้องรู้ว่า Google ให้ความสำคัญกับบทความยาวมีเนื้อหาที่ดี

หลักการเขียนบทความทำ SEO ให้ติดอันดับแรก ๆ ในผลการค้นหาของ Google ความจริงแล้วไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาแบบสั้นหรือแบบยาว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบทความมากกว่า ถึงจะมีเนื้อหาสั้น ๆ แต่ถ้าเขียนได้น่าอ่านและใส่คีย์เวิร์ดได้อย่างเหมาะสม อาจจะดีกว่าบทความที่มีแต่ความยาวเท่านั้น ไม่ได้ให้สาระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเลย

จุดประสงค์ของการเขียนบทความเพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กระตุ้นความคิดหรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันทำให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ บทความนั้นต้องไม่น่าเบื่อ ไร้ประโยชน์ หรือเขียนในเชิงสั่งสอนทำให้ผู้อ่านไม่พึงพอใจ บทความที่เหมาะสมกับคนสมัยนี้คืออ่านง่าย เนื้อหากระชับได้ใจความ และโหลดเร็ว โดยเฉพาะรองรับการใช้งานบนมือถือ เนื้อหาของบทความต้องไม่ยืดยาวจนน่าเบื่อ นอกจากการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงแล้ว ยังต้องเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่โดนใจ จำนวนพอเหมาะ และวางในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

บทความแบบสั้นและยาวคืออะไร

เนื้อหาแบบสั้นในเว็บไซต์หรือบล็อกอยู่ที่ 500 คำ ส่วนเนื้อหาแบบยาวไม่น้อยกว่า 1,500 คำ สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงสินค้าหรือบริการ จำนวนคำและคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำ SEO เหมาะสมกับเนื้อหาแบบยาวมากกว่า มีผลลัพธ์โดยตรงทำให้ผู้อ่านจำนวนมากกลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์และใช้งานอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของบทความยาวคือใส่คีย์เวิร์ดกระจายไปในเนื้อหาได้เหมาะสมกว่า ถ้ามีเนื้อหาสั้นอาจใส่คีย์เวิร์ดได้ไม่เป็นธรรมชาติและมีผลต่อการประเมินจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google หรือแย่กว่านั้นคือถูกสงสัยว่าเป็นสแปมและโดนแบนในที่สุด

ระหว่างการเขียนบทความถ้าไม่รู้ว่าควรเขียนความยาวเท่าไร ให้กำหนดหัวข้อขึ้นก่อน ความยาวของเนื้อหากำหนดโดยหัวข้อทำให้เขียนง่ายขึ้นและได้สาระครอบคลุมทั้งหมด ถ้าผู้อ่านต้องการข้อมูล เนื้อหาแบบยาวจะตอบสนองต่อผู้อ่านได้ดีกว่า แหล่งข้อมูลต้องเชื่อถือได้ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากไว้วางใจและเข้ามาใช้เว็บบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยทั่วไปการประเมินคุณภาพของบทความมักจะพอใจบทความแบบยาวมากกว่า ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้เป็นอันดับแรก รวมถึงคำนึงถึงคุณค่าของเนื้อหาคอนเทนต์ด้วย พร้อมทั้งลงโทษเว็บไซต์ที่ใส่บทความที่ตัดทอนเนื้อหาสั้น ๆ เข้ามาใส่ในเว็บไซต์มากเกินไป บทความที่มีคุณภาพและเนื้อหาตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้ตรงจุด จะเพิ่มโอกาสขายสินค้าหรือบริการมากขึ้น

บทความควรมีเนื้อหาที่ครอบคลุมและเจาะลึก เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างและเมนูนำทางที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีการจัดทำลิงก์ระหว่างบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาคือการใส่คีย์เวิร์ดในเนื้อหาอย่างเหมาะสม และใช้คีย์เวิร์ดแบบยาวหรือ Long-tail keywords เพื่อให้ตรงกับคำที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น สำหรับมือใหม่หัดเขียนคอนเทนต์ลองพิจารณาความยาวระหว่าง 500-600 คำ จากนั้นจึงเพิ่มความยาวเป็น 1,000-1,500 คำ จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ติดตามผลตอบรับและความคิดเห็นของผู้อ่านเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นและคำนึงถึงประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับเหนือสิ่งอื่นใด เหล่านี้คือกลยุทธ์การทำ SEO ที่ดีที่สุด

SEO แนะวิธีทำคอนเทนต์แบบไม่ได้เน้นเรื่องคีย์เวิร์ด แต่เน้นไปที่ Search Intent

Jimbe Allen
11/06/2021
SEO แนะวิธีทำคอนเทนต์แบบไม่ได้เน้นเรื่องคีย์เวิร์ด แต่เน้นไปที่ Search Intent

ในช่วงหลายปีมานี้ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ เว็บเพจ หรือสื่อออนไลน์ของธุรกิจเป็นที่รู้จักได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ช่วยส่งเสริมยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของนักการตลาดออนไลน์ในการผลักดันธุรกิจทั้งเรื่องยอดขายและการสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์

หากใครเคยคลุกคลีกับกระบวนการทำ SEO มาก่อน ก็ต้องถามหาเรื่องคีย์เวิร์ดเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเราบอกว่าให้ลืมเรื่องคีย์เวิร์ดไปก่อนเพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ คุณจะเชื่อไหมว่ามีอะไรมากกว่านั้น

เรากำลังพูดถึงวิธีการทำคอนเทนต์แบบไม่ได้เน้นเรื่องคีย์เวิร์ด แต่เน้นไปที่ การทำ Search Intent แทน ซึ่งจะยากหรือง่าย และจะช่วยตอบโจทย์การค้นหาของกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด ขอชวนผู้อ่านมาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

Search Intent เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ใครที่ไม่ได้ติดตามวงการมาระยะหนึ่งอาจไม่รู้จัก หลายท่านกำลังสงสัยว่า Search Intent คืออะไร คำตอบคือ การที่ Search Engine คำนึงถึงเจตนาของผู้ใช้ หมายถึงระบบอัลกอริทึมของ Google จะพิจารณาจากข้อความค้นหา คำเดียว หรือหลายคำประกอบกัน เพื่อคาดเดาสิ่งที่ผู้ใช้กำลังต้องการค้นหา เช่น ต้องการข้อมูลอ่านทั่วไป หรือต้องการซื้อ หรือต้องการขาย เป็นต้น

โดย Google จะประมวลผลและนำเสนอผลการค้นหาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งเทคนิคในการสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

1.ประมวลผลคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเว็บไซต์ของเรา แล้วลองค้นหาคำที่เราต้องการใน Google แล้วนำมาประกอบการพิจารณาว่าคอนเทนต์แสดงผลหน้าจอนั้น มีผลการค้นหาแบบใดขึ้นมาบ้างและมีทิศทางแบบใด จากนั้นจึงคิดเนื้อหาคอนเทนต์ให้สอดคล้องและขยายความตามแบบอย่างนั้น เช่น หากเราค้นหาคำว่า Cactus ปรากฏว่าคอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็นภาพนิ่งและวิดีโอการเพาะเลี้ยง Cactus นั่นหมายถึง กระแสความนิยมคอนเทนต์ที่ตอบสนองกับคีย์เวิร์ด Cactus นั้นเป็นแบบวิดีโอสั้นและภาพนิ่ง ดังนั้นความคาดหวังที่จะให้คอนเทนต์ของเว็บไซต์เราติดอันดับท็อป 5 ในหน้าแรกของ Google จึงมีสองทางเลือกคือ การสื่อสารด้วยภาพนิ่ง และวิดีโอสั้นประกอบคำบรรยายหรือพากย์เสียงประกอบ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจในคอนเทนต์นั่นเอง เห็นไหมว่ามีอะไรต้องทำมากกว่าการใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ซึ่งเป็นวิธีเก่าไปแล้ว ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะทำเนื้อหาแบบใดที่ตรงกับกระแสความนิยมในขณะนั้น

2.การสร้างเนื้อหาเชิงลึกลงในคอนเทนต์ โดยยึดหลักว่าใน 1 หน้าเว็บเพจจะต้องมีจุดประสงค์ชัดเจน เช่น หน้าให้ข้อมูล ก็ต้องให้ข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด สามารถตอบคำถามผู้ชมเว็บไซต์ได้จริงในเชิงลึก หรือหน้าแสดงการเปรียบเทียบสเปกสมาร์ทโฟน ก็ต้องจัดรูปแบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบได้ง่าย หรือหน้าที่เป็นการสั่งซื้อสินค้า ก็ต้องมีทั้งข้อมูลสินค้า รูปภาพสินค้า ระบบตะกร้าและปุ่มกดสั่งซื้อ ให้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นต่อการตัดสินใจอยู่ในหน้านั้นโดยไม่ต้องกดไปหน้าอื่นอีก ทั้งนี้เพื่อให้หน้าเพจนั้นตอบสนองต่อ Search Intent ด้วยจุดประสงค์เพียงหนึ่งเดียว พร้อมกันนี้ต้องไม่ลืมพื้นฐานเรื่อง On-page Optimization ด้วย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด รวมถึงสามารถรับชมเว็บไซต์ได้จากหลากหลายอุปกรณ์ โหลดข้อมูลไว มีระบบเมนูนำทางที่ง่าย ชัดเจน ไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้คีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรองยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องตอบโจทย์เรื่อง Search Intent ให้ได้ก่อน เพื่อให้สามารถทำ SEO ได้ถูกทิศทาง ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์แบบไม่ได้เน้นเรื่องคีย์เวิร์ดและเน้นไปที่ Search Intent อย่างในปัจจุบัน จึงเป็นความท้าทายของคนทำSEO และเจ้าของธุรกิจที่ต้องศึกษาดูทิศทางของคู่แข่งอยู่เสมอ นอกจากนี้การใส่หัวข้อย่อยลงในบทความให้ครบถ้วนและเจาะลึกในรายละเอียดมากขึ้น จะช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีโอกาสถูกค้นพบ และติดอันดับท็อป 10 ของหน้าผลการค้นหาได้

ทำไมจึงควรจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

Jimbe Allen
28/04/2021
ทำไมจึงควรจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

การทำ SEO หรือ search engine optimization ให้กับเว็บไซต์ออนไลน์ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ สังเกตได้จากมีบริษัทด้าน SEO มากมายที่เกิดจากการรวมทีมงานผู้มีประสบการณ์ในการทำการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมให้บริการมากขึ้น เรามาดูกันว่าเหตุใดคุณจึงควรจ้างบริษัทเหล่านี้ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

1.ประหยัดเวลาเรียนรู้
เจ้าของธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่ มีความสามารถเฉพาะตัวในการผลิตสินค้าและบริการ หรือมีความสามารถในการบริหารจัดการ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการทำธุรกิจ แต่ไม่ถนัดในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาและทุ่มเทอย่างมาก จึงเป็นไปได้ยากที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์จะจัดสรรเวลาของตัวเองได้อย่างลงตัว การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นทางออกที่ดี

2.SEO ต้องใช้ keyword อย่างมืออาชีพ
คีย์เวิร์ด SEO เป็นหัวใจของการทำเว็บไซต์ การใช้โปรแกรมช่วยหา keyword SEO นั้นมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น คงเป็นเรื่องสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง หากเจ้าของเว็บไซต์จะลงทุนซื้อโปรแกรมหา keyword SEO โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นช่องทางที่ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ และมีผู้เชี่ยวชาญในการหา keyword SEO อยู่แล้ว นับว่าเป็นทางออกที่ดีในการประหยัดค่าใช้จ่าย แถมยังได้ผลลัพธ์ในการทำ SEO ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แน่นอนด้วย

3.ไม่ต้องทำงานหลังบ้านด้านสถิติ
การตรวจสอบคุณภาพของการทำ SEO ดูได้จากค่าสถิติหลังบ้าน เช่น อัตราการคลิกเข้ามาชมหรือ CTR สถิติการคลิกโฆษณาหรือหน้าเพจต่าง ๆ และยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการทำโฆษณาบนระบบ Google Ads ด้วย เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาดต่อเนื่อง หากจ้างบริษัท SEO ทำในส่วนนี้ให้ ก็จะได้รับการดูแลในบริการเหล่านี้ด้วย ทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ผลด้วยตัวเอง สามารถเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำในสิ่งที่ถนัดมากกว่าได้

4.ต้องมีความต่อเนื่อง
งาน SEO เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรักษาอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นบน Google ให้ได้ยาวนานที่สุด อันเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับแบรนด์ธุรกิจรายอื่นได้ การจ้างทำ SEO จึงเป็นเหมือนการสร้างพนักงานประจำคนหนึ่งที่คอยดูแลงานในส่วนนี้ของเว็บไซต์คุณไปตลอด คุ้มกับค่าใช้จ่าย ทำให้เจ้าของเว็บไซต์มีเวลาเหลือไปพัฒนาธุรกิจในส่วนอื่นเพื่อการเติบโตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าได้

การจ้างทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่า เพียงเลือกบริษัทที่มีทีมงานทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอาชีพ มีความน่าเชื่อถือสูง มีรีวิวผลการปฏิบัติงานที่น่าประทับใจ คุณก็จะเป็นลูกค้าของบริษัทรับทำ SEO อีกคน ที่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

รวมเทคนิคทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine

Jimbe Allen
07/03/2021
รวมเทคนิคทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine

เทรนด์ทำการตลาดออนไลน์สมัยนี้ แน่นอนว่าต้องยกให้กับการทำ SEO หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการทำการตลาดออนไลน์เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกใน Search Engine โดยการทำ SEO นั้น ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ดีหรือภาพสวยเท่านั้น แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อการปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก และเพื่อเป็นการเอาใจคนทำการตลาดออนไลน์ ลองมาดูกันว่าจะมีเทคนิคใดบ้างที่ทำให้เว็บไซต์คุณติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine

คอนเทนต์ต้องปัง
ไม่ว่าใครก็อยากเข้าชมเว็บไซต์ที่ผลิตคอนเทนต์มีคุณภาพด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับคือการผลิตคอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือเป็นคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจ ที่สำคัญอย่าลืมแทรกคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาบ่อย ๆ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดจาก Google เพื่อเพิ่มโอกาสการค้นเจอให้มากยิ่งขึ้น และควรเลือกใช้หลายคีย์เวิร์ดทั้งคีย์เวิร์ดสั้นและคีย์เวิร์ดยาว

ให้ความสำคัญกับความยาวคอนเทนต์
สำหรับใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับอยู่นั้น นอกจากคอนเทนต์ต้องสดใหม่และได้คุณภาพแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับความยาวคอนเทนต์ เนื่องจากระบบ Search Engine จะทำความเข้าใจกับคอนเทนต์ยาวได้ดีกว่าคอนเทนต์สั้น ๆ ความยาวคอนเทนต์ที่กำลังดีจึงช่วยเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

Backlink ก็สำคัญ
เมื่อผลิตคอนเทนต์ให้โดนใจและได้คุณภาพแล้ว แน่นอนว่ามีโอกาสที่เว็บไซต์อื่น ๆ จะอ้างอิงแหล่งที่มาจากเว็บไซต์เรา ทำให้มีการทำ Backlink กลับมายังเว็บไซต์ ซึ่งการถูกคลิกเข้ามาบ่อย ๆ ย่อมทำให้มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เรามากขึ้น อีกทั้งยังได้คะแนนจาก Search Engine เนื่องจากถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ

ตั้งชื่อภาพแบบมีความหมาย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine มีเรื่องการตั้งชื่อภาพมาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง โดยการตั้งชื่อภาพควรตั้งให้มีความหมายเพื่อให้ระบบของ Search Engine อ่านออก เช่น หากตั้งชื่อภาพภูเขา ควรตั้งว่า Mountain แทนที่จะตั้งชื่อ 12345 นั่นเอง

อัปเดตเว็บไซต์สม่ำเสมอ
เชื่อว่าคนที่กำลังค้นหาข้อมูลคงไม่อยากเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่มีการอัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นท่านเจ้าของธุรกิจควรอัปเดตคอนเทนต์ รูปภาพ หรือสินค้าให้สดใหม่เสมอ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้เว็บไซต์มีการเคลื่อนไหวย่อมมีผลดีต่อการเพิ่มคะแนนจาก Search Engine แน่นอน

ใครที่กำลังปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของ Search Engine อย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปทำตาม โดยการทำ SEO นั้น จำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ รับรองว่าเพียงไม่นาน เว็บไซต์ของคุณจะค่อย ๆ ติดอันดับดีขึ้นและกลายเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน

เคล็ดลับการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้ติดอันดับง่าย ๆ

Jimbe Allen
24/01/2021
เคล็ดลับการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้ติดอันดับง่าย ๆ

หลายคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ย่อมต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับแรก ๆ ในหน้าการค้นหาของ Google อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับบน Google ได้ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

SEO หรือ Search Engine Optimization หมายถึงการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสติดอันดับในหน้าแสดงผลการค้นหาบน Google โดยใช้ “คำ” หรือ “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งหากเราสามารถทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพแล้วก็จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับบน Google แบบไม่ต้องเสียเงินค่า Google Ads เลยแม้แต่น้อย สำหรับโครงสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำ SEO ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น ได้แก่

โครงสร้างเว็บไซต์เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งเหยิง: ผู้ใช้งานที่กดเข้าหน้าเว็บไซต์ของเราควรจะสามารถเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ แบ่งหมวดหมู่สินค้าและบริการให้ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าถึงและเลือกดูข้อมูลที่ผู้ใช้งานสนใจได้ไม่ยาก ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความดึงดูดต่อลูกค้าแล้ว ยังช่วยให้ระบบ “อัลกอริทึม” ของ Google สามารถเก็บข้อมูลเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสติดอันดับง่ายขึ้นอีกด้วย

คีย์เวิร์ด ควรอยู่ทุก URL: การตั้งชื่อบทความหรือชื่อหัวข้อต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ จะต้องมี “คีย์เวิร์ด” ที่เราต้องการทำ SEO อยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะการใช้ภาษาสากลอย่าง “ภาษาอังกฤษ” และ “เลขอารบิก” เป็นสำคัญ เพื่อช่วยให้อัลกอริทึมของ Google สามารถเก็บข้อมูลและจัดอันดับเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น

ออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนหน้าจอสมาร์ทโฟน: เป็นสิ่งที่นักธุรกิจออนไลน์หลายคนมักมองข้ามไป ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตและเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ผ่านหน้าจอโทรศัพท์กันแทบทั้งนั้น ดังนั้น การออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือย่อมจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคมากกว่า แถมยังจะถูก Google จัดอันดับให้ดีขึ้นอีกด้วย

ปรับขนาดเว็บไซต์ให้มีความเหมาะสม: ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบการรอโหลดหน้าเว็บไซต์นาน ๆ ดังนั้น เราจึงควรเลือกใช้ภาพหรือคลิปวีดีโอที่อยู่บนเว็บไซต์ของเราให้เหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไปจนทำให้โหลดช้า เพราะยิ่งเว็บไซต์ของเราทำงานช้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเสียลูกค้ามากเท่านั้น แถม Google ยังไม่ค่อยชอบเว็บไซต์ที่เข้าถึงช้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการปรับโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อการทำ SEO ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกมาก ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนจนช่ำชอง แต่ถึงอย่างนั้น เคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่เหมาะกับการเริ่มต้นทำ SEO ให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสติดอันดับมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมนำไปปรับใช้และฝึกฝนกันให้ชำนาญแล้วค่อยพัฒนาฝีมือต่อไป

ASO ต่างกับ SEO อย่างไร

Jimbe Allen
25/12/2020
ASO ต่างกับ SEO อย่างไร

ในยุคที่การตลาดดิจิทัลกำลังทรงอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจ นักการตลาดดิจิทัล ไม่เพียงมุ่งมั่นในการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้มีผลงานติดอันดับและเพิ่มยอดขายเท่านั้น ปัจจุบันยังต้องศึกษาการทำ ASO (App Store Optimization) ที่มีกระบวนและเทคนิคการทำงานที่ละเอียดซับซ้อนและต้องอาศัยระยะเวลาเช่นเดียวกับการทำ SEO

หลายคนคงกำลังสงสัยว่า ทั้ง ASO และ SEO แตกต่างกันอย่างไร ตามเราไปรู้จักกับศัพท์ดิจิทัล 2 แบบนี้กันดีกว่า

ASO ย่อมาจากคำว่า App Store Optimization เป็นกระบวนการทำงานของระบบเพื่อให้แอปพลิเคชันบนมือถือที่ได้พัฒนาขึ้นนั้น สามารถติดอันดับต้น ๆ ของ App Store อย่าง iTunes ของ Apple และ Play Store ของ Google ด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ดตามที่เราต้องการ เพราะการทำให้แอปพลิเคชันติดอันดับสูง ๆ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดาวน์โหลดไปใช้งานเพิ่มมากด้วย

กระบวนการทำ ASO มีความคล้ายกับการทำ SEO แต่มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่มีความซับซ้อนเหมือน SEO ที่ใช้กระบวนการคิดและกลยุทธ์ต่าง ๆ มาประกอบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

การทำASO หรือ App Store Optimization แบ่งได้ 2 ส่วน ดังนี้

1.การเลือก Keywords หรือ (Keyword Optimization ) เฉพาะคำที่คนนิยมใช้ค้นหาแอปพลิเคชันนั้น ๆ และใส่คีย์เวิร์ดไว้ใน App Title จากนั้นก็ผลักดันให้คีย์เวิร์ดที่เราเลือกไต่ขึ้นไปอยู่อันดับสูง ๆ ของการ Search และอาศัยปัจจัยร่วมจากจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและการรีวิวแอปพลิเคชันในทิศทางบวก ซึ่งทำให้ ASO ต่างจาก SEO ที่ใช้การสร้าง Back Links จากเว็บภายนอก หมายถึง ลิงก์จากเว็บอื่น ๆ ซึ่งชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเรา เพื่อบอกกับ Google ถึงการเป็นที่ยอมรับของเว็บ ผลที่ตามมาคือคะแนนที่พุ่งสูงขึ้นและทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกของการค้นหาใน Google search

2.การใช้ AO (Asset Optimization) คือการปรับหรือออกแบบไอคอนของแอปพลิเคชันให้สวยงามสะดุดตาเป็นที่ดึงดูดให้ผู้ชมหรือลูกค้าตัดสินใจดาวโหลดได้ง่ายขึ้น หากยังไม่พอควรเพิ่ม Preview Screenshot ที่เข้าใจง่ายในรูปแบบของวิดีโอคลิปสั้น ๆ โชว์ศักยภาพและจุดเด่นของแอปพลิเคชัน ตามด้วยเนื้อหาที่อธิบายฟังก์ชันการใช้งานอย่างง่าย และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจดาวน์โหลดมากขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย

ส่วน SEO มีพื้นฐาน 5 ขั้นตอนที่นำไปสู่ความสำเร็จคือ 1.สำรวจว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราค้นหาอะไรบน Google 2. ใส่คีย์เวิร์ดคำค้นหาที่ต้องการที่หน้าเว็บเพจ 3.ตรวจสอบว่า ระบบค้นหา (Google) และคนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย 4.ทำให้เว็บไซต์ง่ายต่อการค้นหาและสามารถเพิ่มลิงก์ที่คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ง่ายโดยการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์อื่น เช่น Youtube และเว็บไซต์อื่น ๆ 5.การประเมินผลการขั้นตอนการทำ SEO ของเว็บไซต์ว่าสำเร็จถึงขั้นตอนไหน เพื่อการติดตามและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจุดต่างอย่างชัดเจนของ ASO และ SEO คือ SEO นั้นใช้เครื่องมือและซอฟท์แวร์มากมายในการพัฒนาระบบและวางกลไกการทำงานให้เกิดการค้นหาที่ง่ายขึ้น ส่วน ASO นั้นต้องอาศัยเวลาและเทคนิคการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง เนื่องจากระบบ ASO ส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการสร้างคีย์เวิร์ดจากลักษณะเด่นเฉพาะของแอปพลิเคชันนั้น ๆ เช่น ฟังก์ชัน การใช้งานของแอปพลิเคชัน คุณสมบัติเด่นของแอปพลิเคชัน เป็นต้น

Trending SEO ระบบการค้นหาที่มากกว่าตัวอักษร

Jimbe Allen
23/10/2020
Trending SEO ระบบการค้นหาที่มากกว่าตัวอักษร

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จย่อมต้องพึ่งพาการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization การจัดการเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาที่มีประสิทธิภาพบนเว็บ Search Engine เช่น Google.com, Yahoo.com, Bing.com, Baidu.com หรือ Ask.com เป็นต้น โดยการทำ SEO บนเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จประกอบไปด้วยการทำ SEO On-page หรือการตั้งค่าหน้าเว็บไซต์ และ SEO Off-Page หรือใช้ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกลับมายังเว็บไซต์ และ Trending SEO หรือเทรนด์การทำ SEO

Trending SEO หรือเทรนด์การทำ SEO ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการเขียนบทความโดยใช้ Keyword หรือคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาบ่อยเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้

  1. การจัดวางองค์ประกอบของบทความ (Content) การเขียนบทความเปรียบเสมือนการเขียนเรียงความที่ช่วยอธิบายข้อมูลให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ต้องมีการจัดวางองค์ประกอบให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งการเขียนบทความออกเป็น 3 ส่วน คือ H1 (ส่วนหัวข้อหรือชื่อเรื่อง), H2 (หัวข้อรองที่มีความสำคัญรองลงมา) และ H3 (หัวข้อย่อยลำดับถัดมา) โดยทั้ง 3 ส่วนควรมี Keyword หรือคำที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยแทรกอยู่เสมอ (ตัวอย่าง Keyword เช่น กระดาษ, ปากกา, รองเท้า หรือ กระเป๋า เป็นต้น) เพื่อให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายใช้ Keyword ดังกล่าวในการค้นหาข้อมูล
  2. Featured Snippets เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้บทความติดอันดับบน Zero Rank บนหน้าแรกของ Search Engine โดยการทำ Featured Snippets ประกอบไปด้วย การตั้งชื่อบทความเป็นคำถามที่กลุ่มเป้าหมายถามบ่อยและตอบคำถามที่กลุ่มเป้าหมายต้องการทราบให้ได้ภายในย่อหน้าแรก, การจัดลำดับการตอบคำถามออกเป็นข้อ ๆ หรือใช้สัญลักษณ์แบ่งเป็นข้อย่อยที่ช่วยให้อ่านได้ง่ายขึ้น และการใช้ภาพ Infographic ที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลทั้งหมดง่ายขึ้น
  3. Voice Search การตั้งหัวข้อบทความหรือชื่อเรื่องโดยใช้ภาษาพูด เพราะในปัจจุบัน Search Engine เริ่มให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการค้นหาด้วยเสียงมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้ ทำให้การใช้ภาษาพูดในบทความจึงช่วยให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น
  4. ให้ความสำคัญกับนามสกุลไฟล์ภาพ ในปัจจุบัน Google พัฒนานามสกุลไฟล์ภาพที่ช่วยให้มีขนาดไฟล์ภาพที่เล็กลงแต่ยังคงคุณภาพของภาพให้มีความคมชัด ซึ่งทำให้การติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ด้วยรูปภาพได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อรูปภาพและการใส่คำอธิบายรูปภาพด้วย Keyword หรือคำค้นหาที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาบ่อย

การหมั่นอัปเดตเทรนด์การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization อยู่เสมอจะทำให้ AI ของ Search Engine เห็นว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้มากที่สุด ซึ่งการอัปเดตเทรนด์ SEO สามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ของแต่ละ Search Engine ได้โดยตรง